เสรีไทยเว็บบอร์ด : ขอสงวนสิทธิ์ ห้ามจัดกิจกรรม เรี่ยไรเงิน-เปิดรับบริจาค โฆษณาชวนเชื่อ ชักชวนกลุ่มฝูงชนเพื่อผลประโยชน์แก่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ภายในพื้นที่ serithai.org การแจ้งข่าวสาร ข้อมูลต่างๆ กรุณากำกับ แหล่งที่มาฯ ของ URL หากเป็นข่าวสารของท่านเอง ผู้ดูแลจะพิจารณาอนุญาตเป็นกรณี ตาม พรบ. คอมพิวเตอร์และกฎหมายการสื่อสาร
Share this topic on FacebookShare this topic on GoogleShare this topic on LiveShare this topic on TwitterShare this topic on Yahoo

Author Topic: เค้าลางแห่งความเลวร้าย...ภาค ๒  (Read 4859 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Offline bird

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 624
  • Respect: +215


ปิดกระทู้ไปแล้วสำหรับ " เค้าลางแห่งความเลวร้าย...แม้ว "
ท่าน WM และทีมงานได้กรุณาย้ายกระทู้เข้าสู่ห้องสมุด
ผู้นำเสนอขอน้อมรับไว้ ด้วยความรู้สึกขอบคุณและเป็นเกียรติ

รวมไปถึงทุก ๆ ท่านที่กรุณาติดตาม นำไปเผยแพร่ต่อ ๆ กันไป
ทุก ๆ ความคิดเห็น ทุก ๆ คำติชม ขอน้อมรับไว้ด้วยความขอบคุณ

ห่างหายไปด้วยภารกิจส่วนตัว หากแต่ข้อมูลยังคงหลั่งไหล
เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลเก่าอันเป็นผลมาจากการบริหาร
บ้านเมืองของบุคคลคนหนึ่ง ที่ส่งผลต่อเนื่อง หยั่งรากฝังลึก
ลงไปในความนึกคิด ค่อย ๆ กัดเซาะความรู้สึกสำนึกของ
มวลชนบางกลุ่ม ให้หลงไหลอย่างหน้ามืดตามัว หลงไหล
ในความง่ายที่จะนั่งรอ ความฝัน ความหวังลม ๆ แล้ง ๆ
ยังคงมีปรากกฎอยู่มากมาย

กับ เค้าลางแห่งความเลวร้าย รูปแบบใหม่ ที่ส่งผลเร็วทันใจ

วาทกรรมที่ท่านผู้มีเกียรติบางท่าน กล่าวได้อย่างไร้ซึ่งความ
รู้สึกสำนึกว่า ตนนั่นเป็นคนของประเทศ วาทกรรมที่นำมาซึ่ง
ความแตกแยกของมวลชน อย่างไม่เคยปรากฎ ยากที่จะหา
หนทางแก้ไขและเยียวยา

พฤติกรรมอันน่ารังเกียจของท่านผู้ทรงเกียรติ ละครบทใหม่
ที่ถูกเขียนขึ้น ผู้ที่รู้ไม่เท่าทันต้องตกเหยี่อรายแล้วรายเล่า
แววตาถคุณ น้ำเสียงดุดัน กับคำพูดที่ไร้ซึ่งความเป็นจริง
คำโกหกครั้งแล้วครั้งเล่า นี่หรือคือตัวแทนของมวลชน

ความสับสน วุ่นวาย ที่เกิดขึ้นในส่วนลึกของสามัญสำนึก
จะพยายามรวบรวมร้อยเรียงเท่าที่ความสามารถจะอำนวย
เพื่อนำเสนอให้ทุกท่านได้ร่วมกันวิเคราะห์ และพิจารณา
ตามวิสัยทัศน์ของแต่ละท่าน

ขออนุญาติเปิดกระทู้ " เค้าลางแห่งความเลวร้าย...ภาค ๒ "
ภายใต้ความรู้สึกสำนึก ประเทศนี้ต้องอยู่บนแผนที่โลก
ตราบนานเท่านาน จักขอปกป้องไว้ด้วยชีวิตตราบเท่าที่
ยังคงมีลมหายใจ จักขอหลั่งเลือด เพื่อดำรงรักษาไว้
ซึ่งประเทศและสถาบันอันเป็นที่รัก จักขอต่อกรกับมัน
ผู้ใดก็ตามที่คิดจะล้มล้างประเทศบ้านเกิดเมืองนอน

ผิดพลาดประการใด ขออภัยทุกท่านไว้ ณ โอกาสนี้

ด้วยความขอบคุณทุกท่าน

Offline bird

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 624
  • Respect: +215
ลำดับความ เค้าลางความเลวร้าย

ก่อนเข้าสู่เนี้อหาและเรื่องราวเค้าลางที่นำมาซึ่งความหายนะของประเทศ
ขออนุญาตลำดับความการขึ้นสู่บัลลังค์อำนาจ รวมทั้งช่วงระยะเวลาที่กุม
อำนาจในฐานะหัวหน้าคณะบริหารบ้านเมืองของนักธุรกิจผู้ประสบความ
สำเร็จอย่างก้าวกระโดด ภายหลังที่ได้รับสัมปทานจากคณะผู้รักษาการ
ในช่วงปี ๒๕๓๕

นักธุรกิจหนุ่มผู้ที่สามารถพลิกสถานะจากผู้บริหารธรรมดาๆ เป็นผู้บริหาร
ระดับแนวหน้าได้ภายในระยะเวลาไม่กี่ปี จะด้วยความสามารถหรือไม่นั้น
บุคคลที่อยู่ในแวดวงธุรกิจย่อมทราบดี ภายหลังการสร้างฐานะได้มั่นคง
อันเป็นผลมาจากสัมปทานที่ได้รับ ร่วมกับการเอาเปรียบกลุ่มผู้บริโภค
นักธุรกิจเริ่มเบนเข็มทิศชีวิตจากเส้นทางธุรกิจเข้าสู่เส้นทางการเมือง

หากแต่การเบนเข็มทิศชีวิตในครั้งนี้ จะมีภาวะซ่อนเร้นอะไรหรือไม่นั้น
คงมิอาจแสดงความคิดเห็นใด ๆ ได้ คงให้เป็นดุลยพินิจของทุกท่าน
วิเคราะห์ พิจารณาจากพฤติกรรมและการกระทำ คำพูดของนักธุรกิจ
และกลุ่มมวลชนบางกลุ่ม ร่วมกับเหตุการณ์ในช่วงเดือน เมษายน ๕๒
และ พฤษภาคม ๕๓ ประกอบการพิจารณา

" รวยแล้วไม่โกง "

" ถึงโกง แต่ทำให้ประเทศพัฒนา ก็ยอมรับได้ "


ย้อนกลับไปในปี ๒๕๓๕ ภายหลังได้รับสัมปทานอากาศธาตุจากคณะ
ผู้รักษาการในขณะนั้น จนสามารถสร้างความมั่งคั่งให้กับครอบครัวและ
เครือญาติ นักธุรกิจหนุ่มประกาศหันหลังให้กับธุรกิจ มุ่งหน้าเข้าสู่เส้น
ทางการเมืองโดยเข้ารับตำแหน่ง รมต-กต ในปี ๒๕๓๗ เป็นครั้งแรก
ในปี ๒๕๓๘ เป็นหัวหน้าพรรคพลังผักแทนท่านมหาที่ลาออก

ในปี ๒๕๔๐ ช่วงที่ประเทศต้องประสบปัญหาเศรษฐกิจ นักธุรกิจหนุ่ม
ยังดำรงตำแหน่งเป็นถึงรองหัวหน้าคณะบริหาร และยังเป็นกลุ่มบุคคล
เพียงไม่กี่กลุ่มที่ไม่ได้รับผลกระทบจากการประกาศลอยตัวค่าเงินใน
ขณะนั้น (๒ กค. ๔๐) ประเด็นนี้ก็น่าสนใจ ในขณะที่ทุกหน่วยงานทั้ง
ภายในประเทศล้วนได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง บางแห่งถึงล้มละลาย
ภายในข้ามคืนแต่กลุ่มธุรกิจของท่านรองกลับได้กำไรจากค่าเงิน...

อีกประเด็นที่สำคัญ ในช่วงพ่อใหญ่ได้มีการกู้เงินจาก I-M-F ประเด็นนี้
ได้มีการหยิบยก อวดอ้าง กล่าวหาในทางที่ผิด สร้างความเข้าใจที่ผิด
ในกลุ่มมวลชนหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็น ใครเป็นผุ้ปลดหนี้ประเทศ ใคร
ที่กู้มาโกง และ ใครกันที่แอบอ้างผลงานได้อย่างหน้าด้าน ๆ

๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๐ ประกาศใช้ รธน ฉับบ ๒๕๔๐ ภายใต้เจตนารมณ์
เพื่อการปฏิรูปการเมือง โดยมีการขยายสิทธิ เสรีภาพ การตรวจสอบ
การใช้อำนาจของรัฐ ทำให้ระบบการเมืองมีประสิทธิภาพ หรือที่เรียก
ว่า รธน ฉบับประชาชน ในขณะเดียวกัน รธน ฉบับนี้ได้เปลี่ยนแปลง
ระบบเลือกตั้งโดยเพิ่มระบบปาร์ตี้ลิส อันเป็นระบบที่ให้ใครก็สามารถมี
โอกาสได้เป็นท่านผู้ทรงเกียรติ โดยไม่สนใจว่าพฤติกรรมจะเหมาะสม
หรือไม่ ดังตัวอย่างที่ท่านได้พบเห็นอยู่ในปัจจุบัน..ผิวดำ ดวงตาถคุณ
น้ำเสียงกร้าวร้าว...

๕ พย ๔๐ พ่อใหญ่ประกาศลาออก เป็นผลมาจากการประกาศลอยตัว
ค่าเงิน พ่อชวนขึ้นเป็นหัวหน้าคณะบริหารอีกครั้งจนสิ้นวาระปี ๒๕๔๓
ในระหว่างนี้ นักธุรกิจหนุ่มยังคงดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าคณะบริหาร
และได้จัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นในวันปฎิวัติฝรั่งเศส จะด้วยสาเหตุใด
จะมีภาวะซ่อนเร้นหรือไม่ จะด้วยวัตถุประสงค์ใด คงมิอาจคาดเคาได้
คงทิ้งภาระไว้ให้ทุกท่านได้วิเคราะห์ตามดุลยพินิจ และมุมมองของ
แต่ละท่าน

ผลการเลือกตั้งทั่วไปปี ๒๕๔๔ พรรคการเมืองนักธุรกิจได้รับชัยชนะ
นายใหญ่ก้าวขึ้นสู่บัลลังค์แห่งอำนาจในตำแหน่งหัวหน้าคณะบริหาร
ในขณะเดียวกับที่เศรษฐกิจเริ่มฝืนตัว ค่าเงินเริ่มเข้าสู่ภาวะได้เปรียบ
จึงไม่แปลกที่ประเทศสามารถปลดหนี้ I-M-F ได้ก่อนครบกำหนด...

หากแต่ นักธุรกิจหัวหมอ ผู้มีความรู้ด้านการตลาดในระดับขั้นปรจารย์
จะฉกฉวยโอกาสนี้แอบอ้างถือเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของตนได้อย่าง
ไม่สะทกสะท้านใด ๆ บวกกับแรงหนุนของกลุ่มบุคคลที่ต้องการเพียง
ผลประโยชน์ส่วนตน ช่วยกันบอกเล่าการกระทำครั้งนี้ในทางที่ให้ผล
ด้านบวกกับพวกตน เป็นต้นว่า ท่านเป็นผู้ปลดหนี้ให้ประเทศ ท่านเก่ง
ท่านเป็นเทพเจ้าลงมาช่วยคนยากจน....

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่นักธุรกิจ สามารถอยู่ในตำแหน่งได้จนครบวาระ
ถึงแม้นว่า จะโดนคดีจงใจแสดงยื่นหลักทรัพย์เท็จ ซึ่งมีผลถึงขึ้นโดน
ปลดออกจากตำแหน่งหัวหน้าคณะบริหาร แต่รอดตัวมาได้ด้วยคะแนน
ที่ไม่เป็นเอกฉันท์..๗-๘ หรือ ๘-๙ ยังจำกันได้หรือป่าวหนอ

ในห้วงเวลาที่ดำรงตำแหน่ง นายใหญ่ผุดโครงการต่าง ๆ มากมาย เช่น
โครงการแปรรูป ปตท โดยออก พรก ๒ ฉบับ

๑) พระราชกฤษฎีกากำหนดอำนาจ สิทธิและประโยชน์ของบริษัท ปตท.
จำกัด (มหาชน) พ.ศ. ๒๕๔๔

๒) พระราชกฤษฎีกา กำหนดเงื่อนเวลายกเลิกกฎหมายว่าด้วยการปิโตร
เลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๔๔


ต่อมา ปตท ได้ดำเนินการฟ้องร้อง และศาลปกครองได้มีคำพิพากษา
โดยสรุป ให้ยกเลิกและเพิกถอนพระราชกฤษฎีกากำหนดอำนาจสิทธิ
และประโยชน์ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) พ.ศ. ๒๕๔๔ ให้ยก
เลิกและเพิกถอนพระราชกฤษฎีกากำหนดเงื่อนไขแวลา การยกเลิกกฎ
หมายว่าด้วยการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๔๔

๑ ตค ๔๕ มีการประกาศใช้ พรบ ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ๒๕๔๕
ตามมติ ครม ๑๕ มค ๔๕ โดยเพิ่มจาก ๑๔ เป็น ๒๐ กระทรวง จาก ๑
ทบวงเป็น ๖๑ ทบวง ลดจาก ๑๒๕ กรมเหลือ ๖๐ กรม ถือเป็นการปรับ
โครงสร้างระบบราชการครั้งใหญ่ รายละเอียดหน่วยงานที่เพิ่ม - ลด จะ
รวบรวมนำเสนอในหัวข้อต่อ ๆ ไป

สิ้นสุดวาระที่ ๑ เริ่มต้นวาระที่ ๒ ด้วยการชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย
จนสามารถตั้งคณะบริหารพรรคเดียวได้อย่างที่ไม่เคยปรากฎในประวัติ
ศาสตร์การเมือง ภายใต้นโยบายขายฝันชาวรากหญ้า หากแต่จะว่าไป
นโยบายดังกล่าว มีส่วนคล้ายกับนโยบายที่ทำให้อาร์เยนตินาต้องพบ
กับความหายนะ ถึงล้มละลายมาแล้วในอดีต...

ในวาระที่ ๒ คณะบริหารภายใต้อุ้มมือนายใหญ่ มีโครงการขายฝันผุด
ขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็น สารพัดเอื้ออาทร แปลงสินทรัพย์ให้เป็นหนี้
กองทุนผู้ใหญ่บ้าน โอทอป ๑ โรงงานหลายผลิตภัณฑ์ บัตร ๓๐ บาท
บางโครงการก็ประสบความสำเร็จ บางโครงการก็ล้มเหลว ก็เป็นไปตาม
สัจธรรมคงไม่ติดใจอะไร ถ้า...

ผู้ร่วมคณะบริหารต่างอุ่ฟู่ขึ้นมาในระยะเวลาไม่นาน นายใหญ่และเครือ
ญาติก้าวขึ้นสู่มหาเศรษฐืระดับทอปเท็นของโลกได้อย่างรวดเร็ว ขณะ
ที่ชาวรากหญ้าในสายตานายใหญ่ ยิ่งจนลง จากธนบัตรกลายเป็นเศษ
สตางค์ไปอย่างไม่รู้ตัว จากไม่มีหนี้ กลับต้องแบกรับภาระหนี้ก้อนโต
แต่ก็ยังมีความหวังว่า นายใหญ่จะช่วยให้ฐานะดีขึ้น เพราะอะไรหนอ

" เอาผมกลับบ้าน ผมจะทำให้พี่น้องมีฐานะดีขึ้น "

เพราะวาทกรรมของนักการตลาด
ในคราบของนักการเมืองหรือป่าว


เหตุการณ์ในปี ๒๕๔๙ ส่งผลให้นายใหญ่ต้องเร่รอน แต่อำนาจและ
กำลังพลที่สร้างไว้เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ยังคงริดรอนความมั่นคงของ
ประเทศ จึงเกิดคณะบริหารชุดนอมินีขึ้นถึง ๒ ชุด สมัครและสมชาย
นอมินี ๑ ยังคงมีจิตสำนึกที่ต้องการทดแทนคุณประเทศ อันเป็นเหตุ
ให้ต้องหลุดจากตำแหน่งโดยไม่รู้ตัว ส่งผลให้นอมินี ๒ ขึ้นสู่บัลลังค์

ก่อให้เกิดเหตุการณ์ ๗ ตุลา ๕๑ ยังคงจำกันได้หรือไม่ เจ้าหน้าที่ใน
เครื่องแบบ เข้าสลายกลุ่มมวลชนด้วยอาวุธร้ายแรง เพียงเพื่อให้นอมินี
๒ มีโอกาสประกาศนโยบายในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ โดยไม่สนใจว่าจะมี
ชนชาติเดียวกันบาดเจ็บ ล้มตาย เส้นทางที่เดินเพื่อประกาศนโยบาย
เต็มไปด้วยเลือดเนื้อของพี่น้องร่วมชาติ..ผลกรรมครั้งนี้ ส่งผลให้ชุด
นอมินี ๒ ไม่มีโอกาสดำรงตำแหน่งได้อย่างสมเกียรติ เป็นชุดเดียวที่
ไม่มีโอกาสเข้าทำงาน ณ สถานที่ที่สมควร จนสิ้นสุดวาระ

หลังการเปลี่ยนแปลงชุดบริหาร ผุ้ร่วมขบวนการนายใหญ่ ภายใต้แกน
นำในคราบผู้ทรงเกียรติ ยังคงเดินหน้าเพื่อสร้างความแตกแยก เพื่อ
ล้มล้างระบบ จะด้วยจุดประสงค์ใดนั้น คงมิอาจแสดงความคิดเห็นได้

หากแต่เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นช่วงสงกรานต์ ๕๒ และ
พฤษภา ๕๓ เหตุการณ์ที่พัทยา และ กระทรวมมหาดไทย คงจะช่วย
อธิบาย บอกเล่าจุดประสงค์ที่แท้จริงของกล่มบุคคลเหล่านั้นได้ หาก
นำไปรวมกับคำพูด วีดีโอลิงค์ของผู้นำขบวนการตัวจริง และคำปราศัย
หลาย ๆ ครั้ง ทั้งจากผู้นำตัวจริง ลิ่วล้อ และสมาชิกพรรคบางท่าน

คงจะพออนุมานได้ว่า... เป้าหมายที่แท้จริงคืออะไร

" ผมแพ้ไม่ได้ "

" ผมแพ้เท่ากับพี่น้องแพ้ "


ทิ้งประเด็นไว้ให้ทุกท่านวิเคราะห์ตามวิสัยทัศน์และมุมมอง มิอาจบอก
เล่าเชิญชวน ชี้นำทุกท่านให้เห็นคล้อยตามแนวคิดใด ๆ

kiki

  • Guest

เข้ามา+เป็นกำลังใจครับ :rose_1: :Iloveyou: :okey: :Love_Love: :em01:

Offline overtherainbow

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 2,252
  • Respect: +162
คนใดคิดการร้าย มุ่งหวังประโยชน์ส่วนตน
โดยอาศัยตำแหน่ง
ขอให้ คิดทำการใดก็ขอให้ล้มเหลว

Offline jrr.

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 1,606
  • Respect: +755
เข้ามา click ว่าอ่านแล้ว...............
..........และรับทราบเฉยๆ

ไม่มีผลผูกมัดใดๆทั้งสิ้น...( ที่จะทำให้เสียดินแดน ) !!!

Offline bird

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 624
  • Respect: +215
สรุป คำวินิจฉัยยึดทรัพย์อดีตนายก

ย้อนกลับไปก่อน ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ คดีประวัติศาสตร์ ยึดทรัยพ์ทักษิน
เป็นที่สนใจไปทั่วโลก ต่างวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นาๆ บ้างก็ว่าคงไม่ยึด
บ้างก็ว่าควรจะยึดทั้งหมด หรือบางกล่มก็ว่าคงจะยึดบางส่วน ก็ขึ้นอยู่กับว่า
ผู้คาดเดาจะให้การสนับสนุนเข้าข้างฝ่ายใด



เวลาประมาณ ๑๓.๓๐ น. วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ช่วงเวลาที่หลายคน
เฝ้ารอบทสรุปของคดีประวัติศาสตร์อีกหนึ่งคดีจะออกมาในรูปใด จะยึดหมด
จะยึดบางส่วน หรือจะไม่ยึดเลย ต่างพุ่งเป้าไป ณ อาคารศาลฎีกา บนถนน
ราชดำเนิน ซึ่งองค์คณะผู้พิพากษา ๙ ท่านขึ้นบัลลังค์อ่านคำพิพากษาคดี
ยึดทรัพย์อดีตนายกรัฐมนตรี



องค์คณะผู้พิพากษา ๙ ท่านซึ่งได้รับเลือกโดยการลงคะแนนลับเมื่อวันที่
๒ กันยายน ๒๕๕๑ ประกอบด้วย

๑) นายสมศักดิ์ เนตรมัย ผู้พิพากษาอาวุโสศาลฎีกา เจ้าของสำนวน
๒) นายธานิศ เกศวพิทักษ์ ประธานแผนกคดีผู้บริโภคในศาลฎีกา
๓) นายพิทักษ์ คงจันทร์ ประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา
๔) นายพงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
๕) นายอดิศักดิ์ ทิมมาศย์ ประธานแผนกคดีเยาวชนฯ ในศาลฎีกา
๖) ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล รองประธานศาลฎีกา
๗) นายประทีป เฉลิมภัทรกุล ประธานแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลฎีกา
๘) นายกำพล ภู่สุดแสวง ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
๙) นายไพโรจน์ วายุภาพ รองประธานศาลฎีกา

คำพิพากษาคดีฯ ดังกล่าวมีความยาวประมาณ ๑๘๗ หน้า จึงไม่สามารถ
รวบรวมเพื่อให้ทุกท่านได้วิเคราะห์กันอย่างสมบูรณ์ จึงใคร่ขอนำบทสรุป
คำวินิจฉัยขององค์คณะผู้พิพากาษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรง
ตำแหน่งทางการเมืองในคดียึดทรัพย์ ๗๖,๖๒๑,๖๐๓,๐๖๑.๐๕ บาท
(เจ็ดหมื่นหกพันหกร้อย...ล้านบาท)




บทสรุป คำวินิจฉัยคดียึดทรัพย์ฯ ขอนำเสนอโดยแยกออกเป็นประเด็น
การพิจารณา ๒ ประเด็นหลัก

- ประเด็นข้อกฎหมาย เป็นคำวินิจฉัยส่วนที่เกี่ยวข้องกับอำนาจศาลและ
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น คตส ปปช และ อัยการ เป็นต้น


- ประเด็นข้อเท็จจริง เป็นคำวินิจฉัยที่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องแต่ละประเด็น
ที่อัยการสูงสุดยื่นคำฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่ง
ทางการเมือง


ประเด็นข้อกฎหมาย

๑) ศาลมีอำนาจในการพิจารณาคดีนี้ ตามที่ผู้คัดค้านคัดค้านหรือไม่
วินิจฉัยว่า การตรวจสอบของ คตส.เป็นไปตามกฎหมาย และเป็นไปตาม
อำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้
ตามมาตรา ๙ (๑) และ (๔) แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธี
พิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็น มติเอกฉันท์

๒) คตส. มีอำนาจถูกต้องตามกฏหมายหรือไม่
วินิจฉัยว่า เป็นการดำเนินการภายใต้ขอบอำนาจตามประกาศ คปค.ฉบับ
ที่ ๓๐ ส่วนที่ คตส.แต่งตั้งอนุ คตส.นั้น เห็นว่า คตส.ใช้อำนาจตามประ
กาศ คปค. สามารถแต่งตั้งได้ และไม่ล่วงเลยระยะเวลาตามที่ผู้คัดค้าน
ทำการคัดค้าน เพราะมีกรอบเวลาชัดเจน หากไม่เสร็จสิ้นต้องให้ ป.ป.ช.
ดำเนินการต่อ ทั้งหมด เป็นการดำเนินการโดยชอบด้วยกฏหมาย

รวมทั้งประเด็นที่ คตส. บางคน เช่น นายกล้านรงค์ จันทิก, นายบรรเจิด
สิงคะเนติ, นายแก้วสรร อติโพธิ เป็นปฏิปักษ์ของผู้ถูกร้อง แต่งตั้งเป็น
ประธานอนุฯ คตส. นั้น ชอบแล้วด้วยกฎหมาย และ ป.ป.ช. จึงมีอำนาจ
ดำเนินการแทน คตส.ได้ ก็ชอบแล้วด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ คดีนี้ไม่เกี่ยวกับคดีอาญา แต่เป็นคดีแพ่ง จึงไม่จำเป็นต้อง
ให้ผู้ถูกกล่าวหามา ศาลมี มติเอกฉันท์ ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องคดีนี้

๓) คำร้องของอัยการ ขอให้ศาลมีคำสั่งยึดทรัพย์ เคลือบคลุมหรือไม่
วินิจฉัยว่าคำร้องของอัยการที่ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งยึดทรัพย์ชัดเจน
ครอบคลุมพอแล้ว โดยมี มติเป็นเอกฉันท์



ประเด็นข้อเท็จจริง

๑) ประเด็นวินิจฉัยผู้ถูกกล่าวหาปกปิดอำพรางหุ้นหรือไม่
วินิจฉัยว่า ผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ๒ วาระ ยังถือหุ้นไว้
แต่ปี ๒๕๔๙ รวบรวมหุ้นทั้งหมดขายให้เทมาเส็ก โดยมีการโอนหุ้นให้
กับผู้คัดค้านหลายคนจริง ผู้ถูกกล่าวหาแม้ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี
ในปี ๒๕๔๔ แล้ว ผู้ถูกกล่าวหามีอำนาจดำเนินนโยบายและแต่งตั้งกรรม
การในบริษัทชินคอร์ปจริง การควบคุมนโยบายของผู้ถูกกล่าวหาผ่านทาง
คณะกรรมการบริษัทชินคอร์ปจริง มี มติเป็นเอกฉันท์ ผู้ถูกกล่าวหาและผู้
คัดค้านที่ ๑ มีหุ้นในเทมาเส็กจริง



๒) ประเด็นการแปลงสัมปทานฯ เอื้อประโยชน์ชินคอร์ปหรือไม่
วินิจฉัยว่า เป็นการเอื้อประโยชน์ชินคอร์ป และเป็นเหตุให้ชาติเสียหาย
เพราะภาษีสรรพสามิตหายไป ๖ หมื่นล้านเศษ มี มติด้วยเสียงข้างมาก
ผู้ถูกกล่าวหา ใช้ตำแหน่งหน้าที่ ตรา พ.ร.ก.ทั้ง ๒ ฉบับ ทำให้ชาติเสีย
หาย

๓) ประเด็นแก้ไขสัญญามือถือเอื้อชินคอร์ป กรณีบัตรเติมเงินและโรมมิ่ง
วินิจฉัยว่า ภาระเอไอเอสลดน้อยลง แต่มีรายได้เพิ่มขึ้น ตั้งแต่ปี ๔๔-๔๙
โดยลำดับ ตั้งแต่ผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ศาลฎีกาฯจึง
มี มติด้วยเสียงข้างมาก ว่า ผู้ถูกกล่าวหามีส่วนเกี่ยวข้อง ในการแก้ไขสัญ
ญาดังกล่าว และผู้ถูกกล่าวหามีหุ้นในชินคอร์ป ผลประโยชน์จึงตกแก่ผู้
ถูกกล่าวหา เงินที่ขายหุ้นให้เทมาเส็ก จึงได้มาโดยไม่สมควร
(รายละเอียดการแก้ไขสัญญาจะนำเสนอให้หัวข้อต่อไป)



๔) ประเด็นแก้ไขสัมปทานดาวเทียมโดยมิชอบ เพื่อเอื้อชินคอร์ป
วินิจฉัยว่า เป็นการกระทำที่ลัดขั้นตอน รีบเร่ง ผิดปกติวิสัย ทั้งนี้ ดาวเทียม
IP STAR ไม่ได้เป็นดาวเทียมหลัก แทนไทคม ๓ เป็นดาวเทียมใช้สื่อสาร
ต่างประเทศ ผิดสัญญาตามที่ระบุว่า ใช้สื่อสารในประเทศ จึงอยู่นอกกรอบ
สัญญา เป็นการอนุมัติให้บริษัทผู้ถูกกล่าวหา ได้รับสัมปทานไปโดยไม่มีคู่
แข่ง ทำให้รัฐเสียหายกว่า ๑.๖ หมื่นล้านบาท จึงมี มติด้วยเสียงข้างมาก
เป็นการเอื้อประโยชน์ให้ชินคอร์ และบริษัทไทคม



๕) ประเด็น อนุมัติเงินกู้เอ็กซิมแบงค์จำนวน ๔ พันล้านบาทให้พม่า
วินิจฉัยว่า การอนุมัติเงินกู้จำนวน ๔ พันล้านบาทให้พม่านั้น เป็นการเอื้อ
ประโยชน์แก่ไทยคมและชินคอร์ป ด้วย มติเสียงข้างมาก



บทสรุปสุดท้าย องค์คณะมี มติเสียงข้างมากให้ทรัพย์สินที่ต้องตกเป็น
ของแผ่นดิน เฉพาะเงินปันผลและค่าขายหุ้น รวมเป็นจำนวนมุลค่าสุทธิ
๔๖,๓๗๓,๖๘๐,๗๕๔.๗๔ บาท (สี่หมื่นหกพันสามแสน....ล้านบาท)


คำพิพากษา ๗ ชั่วโมงคงอธิบายพฤติกรรมของอดีตนายกรัฐมนตรีและ
เครือญาติได้อย่างไร้ข้อกังขาใด ๆ คงอยู่ที่ดุลยพินิจของทุกท่านที่จะ
เห็นด้วยหรือไม่ หากแต่เพื่อความสงบของประเทศชาติขอวิงวอนด้วย
ส่วนลึกของจิตใจให้ผู้ถูกกล่าวหาและมวลชนที่ให้การสนับสนุน กรุณา
น้อมรับคำพิพากษา และดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย...

Offline overtherainbow

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 2,252
  • Respect: +162
สะใจ
เห็นกันชัดๆไปเลย :th_dev: :th_dev:
คนใดคิดการร้าย มุ่งหวังประโยชน์ส่วนตน
โดยอาศัยตำแหน่ง
ขอให้ คิดทำการใดก็ขอให้ล้มเหลว

An.mkii

  • Guest

Offline metaleka

  • Full Member
  • ***
  • Posts: 166
  • Respect: +26

Offline bird

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 624
  • Respect: +215
บันทึก น้ำตากรุงเทพ

ภาพเหตุการณ์ความไม่สงบช่วง  “ เมษา ๒๕๕๒ “ ยังไม่ทันจางหายไปจาก
ความรู้สึกของประชาชนคนไทย โดยเฉพาะชาวกรุงเทพฯ ภาพการจราจลที่
กระจายไปทั่วเขตเมืองหลวง ภาพกลุ่มมวลชนที่บ้าคลั่งประทุษร้ายหมายเอา
ชีวิตของคณะบริหารบ้านเมือง



ภาพการไล่ล่านายกรัฐมนตรีอย่างไร้สติ ที่มหาดไทย  ภาพชุมชนดินแดงที่
ถูกจับเป็นตัวประกันด้วยรถแก๊สพร้อมจุดระเบิดได้ทันที ภาพไฟที่โหมใหม้
รถ ขสมก ที่กระจายอยู่ตามพื้นผิวถนน  ภาพการปะทะกันระหว่างกลุ่มมวล
ชนและชุมชนชาวเพชรบุรีเพียงเพื่อปกป้องสถานที่สำคัญทางศาสนา หรือ
แม้กระทั่งภาพการเสียชีวิตของชาวบ้านย่านนางเลิ้งที่ออกมาปกป้องชุมชน
อันเป็นที่พักอาศัยให้ปลอดภัยจากเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น 



ข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและยังคงอยู่ในความทรง
จำของคนกรุงเทพฯ “ สงกรานต์เลือด ๕๒

วันที่ ๑๙ ต่อเนื่อง วันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๓ เขม่าควันไฟ ปกคลุมท้อง
ฟ้ากรุงเทพมหานคร เมืองฟ้าอมร จนมืดคลึ่ม หยาดน้ำตากรุงเทพมหานคร
ค่อย ๆ หลั่งไหล  ใจกลางกรุงเทพเหลือเพียงเศษซากปรักหักพัง




หากย้อนกลับไปหลายร้อยปีที่ผ่านมา ภาพควันไฟที่พวยพุ่งขึ้นกลางเมือง
หลวง ย่อมหมายถึงการประกาศชัยชนะของอริราชศัตรูภายนอกประเทศที่
เข้ารุกรานพื้นแผ่นดินไทย หาใช่เกิดจากน้ำมือของคนไทยด้วยกันไม่

บรรพบุรุษสละเลือดเนื้อ ชิวิต เพียงเพือปกปักรักษาแผ่นดินไว้ให้ลูกหลาน
เช่น เรา ๆ ท่าน ๆ หวังเพียงให้ลูกหลานได้มีแผ่นดินได้อาศัยทำมาหากิน
มิต้องตกเป็นทาสของประเทศใด ๆ



ควันไฟในครั้งนั้น ประชาชนคนไทยน้ำตานองทั่วทั้งแผ่นดิน 
สิ้นแล้วแผ่นดิน คนไทยตกเป็นเชลยของอริราชศัตรู



ควันไฟในครั้งนี้ หาได้เกิดจากน้ำมือของอริราชศัตรูจากภายนอกประเทศ
หากแต่เกิดขึ้นจากน้ำมือของชนชาติเดียวกัน พูดภาษาเดียวกัน ...

สาเหตุใดเล่า ที่พวกเค้าเหล่านั้นจึงกระทำกับประเทศตนเองได้ถึงเพียงนี้...

เพียงเพราะ ความต้องการอำนาจของนายใหญ่ ความต้องการทรัพย์สินของ
เหล่าแกนนำที่ไร้สามัญสำนึก ใช่หรือไม่... 
คงมิอาจคาดเดาได้....

หากย้อนกลับไป ไล่เรียงลำดับการเคลื่อนไหวของมวลชนบางกลุ่มโดยสรุป

๒๖  กพ. ๕๓   ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
มีคำสั่งยึดทรัพย์อดีตนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่ง ให้ตกเป็นของแผ่นดินมูลค่า
๔๖,๓๗๓,๖๘๐,๗๕๔.๗๕ บาท (สี่หมื่นหกพันสามร้อย...ล้านบาท) ตาม
คำฟ้องของอัยการสูงสุด



๑๔ มีค. ๕๓  กลุ่มแนวร่วมเข้ายึดพื้นที่บริเวณสะพานผ่านฟ้า และบริเวณ
ถนนราชดำเนิน เพื่อชุมนุมใหญ่ขับไล่คณะบริหารบ้านเมือง

๑๕ มีค. ๕๓  กรมทหารราบที่ ๑ มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.๑ พัน ๑ รอ.)
บริเวณถนนวิภาวดีรังสิต โดนลอบยิงด้วยอาวุธ M79 จำนวน ๖ ลูก มีทหาร
ได้รับบาดเจ็บ ๒ นาย

๑๖ มีค. ๕๓  แกนนำ นปช และแนวร่วมเจาะเลือดคนละประมาณ ๑๐ ซีซี 
นำไปทำพิธีเทเลือดบริเวณประตูทำเนียบทั้ง ๘ ประตู โดยมีชายแต่งกาย
คล้ายพรามหณ์เป็นผู้ทำพิธีสาบแช่งเลือดครั้งนี้  หลังจากนั้นแกนนำและ
แนวร่วมเดินทางไปทำพิธีเทเลือดยังที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ เลือดที่
ใช้ทำพิธี  เป็นเลือดผสมน้ำเกลือบรรจุในขวดน้ำขนาด ๕ ลิตรจำนวนประ
มาณ ๓๐ – ๓๕ แกลลอน



หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบพบว่า เลือดที่ใช้ในพิธีดังกล่าว มีเซลบาง
ส่วนที่พอจะอนุมานได้ว่า อาจจะเป็นเซลเลือดของสิ่งมีชีวิตที่นอกเหนือ
จากเลือดมนุษย์...


ประเด็นนี้ คงมิอาจรับรองได้ว่า จริงเท็จประการใด เพราะถ้อยความสามารถ
ในการตรวจวิเคราะห์ทางเดมี คงยกประเด็นไว้ ณ ที่นี้



๑๗ มีค. ๕๓  แนวร่วม นปช ภายใต้การนำของ อริสมันต์, ณัฐวุฒิ ฝ่าวงล้อม
ของเจ้าหน้าที่ภายใต้ความรับผิดชอบของ พล.ต.ต.วิชัย นำเลือดที่เหลืออยู่
เทราดบริเวณหน้าบ้านพักท่านนายกอภิสิทธิ์ ภายใต้สายฝนที่กระหน่ำลงมา
อย่างหนัก เพื่อชะล้างสิ่งเลวร้ายมิให้แปดเปื้อน  คนดีพระท่านย่อมคุ้มครอง
เป็นสัจจะธรรม...ประเด็นนี้ มิได้กล่าวเกินความจริง หลายท่านเป็นพยานได้

อริสมันต์และแนวร่วม ต่างระดมปาถุงบรรจุเลือดและสิ่งไม่พึงประสงค์ เข้าไป
ภายในบ้านพักท่านนายกอย่างบ้าคลั่ง ไร้สติ

๒๐ มีค. ๕๓  พาเหรดแดง...แกนนำและกลุ่มผู้ชุมนุมจัดขบวนรถเคลื่อนไป
รอบกรุงเทพ ตามเส้นทางสายสำคัญ เริ่มต้นจาก  ถนนหลานหลวง- รัชดา-
ลาดพร้าว-รามคำแหง-คลองเตย –สีลม –เยาวราช กลับสู่ สะพานผ่านฟ้า 




ขบวนรถประกอบด้วย รถจักรยานยนต์ รถยนต์ และ นักรบพระองค์ดำ...
ประเด็นนี้ เป็นนักรบสังกัดใด ขอละไว้ มิอาจบอกเล่าได้มากกว่านี้...ตัวเลข
โดยประมาณจากนครบาล มีผู้ร่วมขบวนไม่น้อยกว่า ๖๕,๐๐๐ คน, รถจักร-
ยานยนต์ประมาณ ๑๐,๐๐๐ คัน และรถยนต์ประมาณ ๗,๐๐๐ คัน...
ก้อแค่ตัวเลขโดยประมาณเท่านั้น..ท่านกล่าวไว้เช่นนี้

๒๗ มีค. ๕๓  แกนนำและแนวร่วม นปช เคลื่อนกำลังเข้ากดดันเจ้าหน้าที่
ทหารตามจุดต่าง ๆ ตามประกาศ พรก เพื่อให้กลับเข้ากรมกอง พร้อมประ
กาศศักดา เข้าตรวจค้น ยึดอาวุธประจำกาย ถึงแม้ว่าจะส่งคืนในภายหลัง
แต่ยังคงมีอาวุธที่สูญหาย..

คงมิอาจบอกกล่าวได้ว่า อาวุธที่หายไปนั้นผู้ใดหนอที่ครอบครองไว้...



ในขณะเดียวกัน อริสมันต์ นำแนวร่วมบางส่วนเข้าสักการะพระบรมราชานุ-
สาวรีย์ ร.๗  ขอพรให้ได้รับชัยจากการเคลื่อนไหวในครั้งนี้  พร้อมทำการ
เผารัฐธรรมนูญฉบับย่อ บริเวณลานพระบรมราชานุสาวรีย์ ร.๗ โดยไม่รู้สึก
สะทกสะท้านใด ๆ ... กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมคืนกลับไปยังผู้ก่อ...

อริสมันต์, สุภรณ์ กลายเป็นนักโทษหนีคดี หลบหนีออกนอกประเทศ

๒๘ มีค. ๕๓ คณะรัฐบาล และ แกนนำ นปช เปิดการเจรจารอบแรกที่สถา
บันพระปกเกล้า  มีการถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศฝ่ายรัฐบาลประกอบด้วย
ท่านนายกอภิสิทธิ์, นายกอร์ปศักดิ์ และ นายชำนิ  ขณะที่ นปช  นำโดย
นายวีระ, นพ.เหวง และ นายจตุพร การเจรจาครั้งนี้ไม่ประสบความสำเร็จ



๒๙ มีค. ๕๓  การเจรจารอบ ๒ จบลง ด้วยเหตุ ฝ่าย นปช ไม่รับข้อเสนอที่
ฝ่ายรัฐ เสนอให้มีการจัดการเลือกตั้งภายใน ๙ เดือน และ นปช บางคนยัง
ประกาศจะไม่เจรจากับรัฐอีก เป็นอันปิดฉาก สันติวิธี ภายใต้ความกังวลใจ
ของทุกฝ่าย

๓ เมย. ๕๓  กลุ่มแนวร่วมเคลื่อนคนเข้าปักหลักยึดพื้นที่บริเวณสี่แยกราช
ประสงค์ อันเป็นเสมือนใจกลางเศรษฐกิจกรุงเทพฯ สร้างความเดือดร้อนให้
บุคคลและหน่วยงานต่าง ๆ ในบริเวณโดยรอบ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐ
เอกชน หรือองค์กรระหว่างประเทศ



๙ เมย. ๕๓  แนวร่วมบางส่วนบุกเข้าไปในสถานีภาคพื้นไทยคม เพื่อกดดัน
ให้รัฐยกเลิกคำสั่งปิดสัญญาณการถ่ายทอดของสถานีในเครือข่ายแนวร่วม

๑๐ เมย. ๕๓  เจ้าหน้าที่ทหารพยายามเข้าขอพื้นที่ บริเวณสะพานผ่านฟ้า
และบริเวณถนนราชดำเนิน ตั้งแต่ช่วงบ่าย กระทั่งช่วงค่ำ...กลุ่มเจ้าหน้าที่
โดนลอบยิงด้วย M79  และ อาวุธสงครามร้ายแรง จากกลุ่มบุคคลแต่งกาย
ด้วยชุดสีดำ ที่แฝงตัวอยู่ในกลุ่มแนวร่วม

ถังแก๊สและระเบิด กระหน่ำลงกลางกลุ่มเจ้าหน้าที่โดยไม่มีคาดคิด ระเบิด
M79 ยิงจากที่สูงเข้าสู่เต้นท์ผู้บังคับบัญชาอย่างแม่นยำ...





การสูญเสียในวันนี้ มากเกินกว่า การชุมนุมโดยสันติปราศจากอาวุธ..
มีผู้เสียชิวิตจากเหตุปะทะทั้งสิ้น ๒๖ ราย

หนึ่งในนั้น พันเอกร่มเกล้า (ยศขณะนั้น) พี่เปาของน้อง ๆ ต้องสังเวยชีวิต..
เพียงเพราะ..ใครคนหนึ่งที่ต้องการกลับคืนสู่บัลลังค์อำนาจ โดยไม่สนใจว่า
ต้องเหยียบย่ำลงบนกองเลือดเนื้อของพี่น้องร่วมชาติ...


๒๑  เมย. ๕๓  ขอนแก่นโมเดล  กลุ่มแนวร่วมขอนแก่นรวมตัวกัน เพื่อสกัด
กั้นมิให้ขบวนรถไฟลำเลียงเจ้าหน้าที่ทหาร อาวุธรวมทั้งยานพาหนะ เพราะ
คาดว่าน่าจะนำมาเสริมกำลังที่กรุงเทพฯ ทำให้กลุ่มแนวร่วมในพื้นที่ต่าง ๆ
นำไปเป็นแบบอย่างในการสกัดกั้นเจ้าหน้าที่ตามจุดต่าง ๆ



๒๔  เมย. ๕๓  แกนนำกลุ่มแนวร่วม นายณัฐวุฒิ  ประกาศปรับเปลี่ยนแผน
การต่อสู้ ให้ผู้ร่วมชุมนุมปลดสัญญลักษณ์ที่อาจจะแสดงให้รับรู้ว่า เป็นกลุ่ม
แนวร่วมออก เป็น นักรบนอกเครื่องแบบ ทั้งขออาสาสมัครรถจักรยานยนต์
ประจำด่านละ ๒,๐๐๐ พันทั้ง ๖ ด่านโดยรอบพื้นที่สี่แยกราชประสงค์

๑๐ พค. ๕๓  แกนนำกลุ่มแนวร่วม ประกาศยอมรับข้อเสนอให้มีการจัดการ
เลือกตั้งในวันที่ ๑๔ พย. ๕๓ และให้ท่านนายกอภิสิทธิ์ และ นายสุเทพ
เข้ามอบตัวจากกรณีเหตุการณ์  ๑๐ เมย. ๕๓  ซึ่งเช้าวันต่อมา นายสุเทพ
เดินทางเข้ามอบตัวตามคำเรียกร้อง แต่การชุมนุมคงยังดำเนินต่อไป

๑๓  พค. ๕๓  ศอฉ เข้ากระชับวงล้อม เพิ่มมาตรการเพื่อรักษาความปลอด
ภัยบริเวณสี่แยกราชประสงค์และบริเวณใกล้เคียง โดยการตั้งด่านตรวจโดย
รอบ  แยกราชเทวี ถนนเพชรบุรี ถนนวิทยุ  ถนนพระรามสี่ถึงแยกสามย่าน
ถนนพญาไท ชนแยกราชเทวี บริเวณสถานนีรถไฟฟ้าบีทีเอสและรถไฟใต้
ดินในบริเวณใกล้เคียงทั้งหมด



แต่แล้ว...เหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิด  เสธ.แดง  โดนลอบยิง ขณะให้สัม
ภาษณ์นักข่าวต่างประเทศ บริเวณแยกศาลาแดง..และเสียชีวิตในเช้าวันที่
๑๗ พค. ๕๓  เป็นการปิดตำนาน เสธ.แดง...


๑๔  พค. ๕๓
  กลุ่มแนวร่วม  เริ่มก่อเหตุเผายางรถยนต์ในบริเวณโดยรอบ
พื้นที่การชุมนุม ไม่ว่าจะเป็น ชุมชนบ่อนไก่ ดินแดง ถนนเพชรบุรี ใจกลาง
เมืองหลวงเต็มไปด้วยเสียงปีน เสียงระเบิดเป็นระยะ...

เสมือนหนึ่งว่า เป็นดินแดนกลางสมรภูมิเมื่อหลายร้อยปีก่อน...

๑๙ พค. ๕๓  เจ้าหน้าที่ทหารเข้าสลายการชุมนุม  ใช้รถหุ้มเกราะลำเลียง
พลเข้าสลายด่านสวนลุมพินี และ บริเวณโดยรอบสี่แยกราชประสงค์ ซึ่งใน
ขณะนั้นไม่ต่างจากภาวะสงคราม..หากแต่

เป็นสงครามที่เกิดจากน้ำมือของพี่น้องร่วมชาติเดียวกัน
จากคำบงการของใครคนนั้นที่ทุกท่านย่อมทราบดี..


เสียงปืน เสียงระเบิด ดังขึ้นตลอดทั้งวัน...



ในที่สุด..แกนนำแนวร่วมประกาศยุติการชุมนุมลงในช่วงบ่าย ซึ่งแนวร่วมบาง
กลุ่มคัดค้านไม่ยอมรับการยุติการชุมนุม ภายหลังแกนนำทยอยเข้ามอบตัวที่
สตช แนวร่วมที่มีทัศนคติชอบความรุนแรงบวกกลับข้อมูลบิดเบือนที่ได้รับมา
โดยตลอด ผนวกกับคำปราศรัยของ แกนนำ ที่เคยกล่าวไว้บนเวทีหลายต่อ
หลายครั้ง

“ นำขวดเปล่ามาคนละใบ มาใส่น้ำม้นที่นี่ “

“ พวกคุณสลายการชุมนุมเมื่อไหร่ เรา เผา “

“ พวกท่านเผา ผมรับผิดชอบเอง “

“ หากมีการสลายการชุมนุมเมื่อใด ก็ให้พวกท่านตกใจตามที่ตกลงกันไว้ “


มีการบุกรุกเข้าไปในห้างสรรพสินค้าและอาคารใกล้เคียง อาทิ เซ็นทรัลเวิล์ด
เกษรพลาซ่า สยามพารากอน อาคารโรงหนังสยาม อาคารเซ็นเตอร์วัน

ล้วนได้รับความเสียหายจากเปลวเพลิงที่เกิดขึ้นด้วยน้ำมือของคนภายในชาติ
ประวัติศาสตร์นับร้อยปีของโรงหนังสยามที่มิอาจประเมินค่าได้ สูญหายไปกับ
เปลวเพลิง...

ทรัพย์สินมีค่าหลายรายการสูญหาย จากการบุกรุก ทุบทำลาย หยิบฉวย อัน
เป็นพฤติกรรมที่แสดงให้เห็น สันดาน ที่ซ่อนเร้นอยู่ในกลุ่มแนวร่วม ฉกฉวย
โอกาส ในขณะที่ประเทศกำลังได้รับความเสียหาย อย่างไร้ซึ่งสามัญสำนึก...

ควันไฟ ลอยปกคลุมพื้นฟ้ากรุงเทพ ต่อเนื่องจนกระทั้งวันที่  ๒๐ พค. ๕๓...

วันมิคสัญญี ผ่านพ้นไปแล้ว พร้อมหยาดน้ำตากรุงเทพฯ ที่หลั่งรินทุกตรอก
ซอกซอย...

หากแต่...ฝันร้ายของประเทศยังไม่สิ้นสุด ตราบจนกว่า

มันผู้นั้น ที่คิดเผาบ้านเผาเมือง
มันผู้นั้น ที่คิดล้มล้างระบบการปกครอง
มันผู้นั่น ที่คิดครอบครอง บังอาจคิดมักใหญ่ใฝ่สูง
ฝันร้ายยังไม่สิ้นสุด จนกว่า มันผู้นั้น จะได้รับโทษทัณต์อย่างสาสม...




ขอบคุณท่านผู้บันทึกทุก ๆ ภาพถ่ายมา ณ โอกาสนี้
ทุกภาพประกอบค้นหาจากเว็บไซด์ต่าง ๆ คัดเลือกภาพที่ไม่รุนแรงเกินไป
เพราะถึงอย่างไร พวกเราก็คือ คนไทยด้วยกันทุกคน
บางท่านอาจจะทำผิด เกินเลยไปบ้าง จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม
หากผิดแล้วสำนึกผิด ก็ควรค่าแก่การให้อภัย มิใช่หรือ

Offline overtherainbow

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 2,252
  • Respect: +162

หากแต่...ฝันร้ายของประเทศยังไม่สิ้นสุด ตราบจนกว่า

มันผู้นั้น ที่คิดเผาบ้านเผาเมือง
มันผู้นั้น ที่คิดล้มล้างระบบการปกครอง
มันผู้นั่น ที่คิดครอบครอง บังอาจคิดมักใหญ่ใฝ่สูง
ฝันร้ายยังไม่สิ้นสุด จนกว่า มันผู้นั้น จะได้รับโทษทัณต์อย่างสาสม...

จะมีวันนั้นมั้น
จะมีวันนั้นหรือ
ชักสงสัย
คนใดคิดการร้าย มุ่งหวังประโยชน์ส่วนตน
โดยอาศัยตำแหน่ง
ขอให้ คิดทำการใดก็ขอให้ล้มเหลว

Offline weshare

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 656
  • Respect: +112
แฟนคลับภาค 2  :slime_v:
"จง ใช้ ส ติ และ ปัญ ญา นำ ทาง  มิ ใช่ เงิน ตรา หรือ อำ นาจ"

Offline bird

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 624
  • Respect: +215
แถลงการณ์ร่วม มิย. ๒๕๕๑

แถลงการณ์ “ ความหมายที่ระบุในพจนานุกรมไทยฉบับราชบัญฑิตยสถาน
พ.ศ. ๒๕๔๒  หากเป็นคำนาม หมายถึง บรรดาข้อความที่ทางราชการแถลง
เพื่อทำความเข้าในกิจการของทางราชการ หรือ เหตุการณ์ หรือ กรณีใด ๆ
ให้ทราบชัดเจนโดยทั่วกัน หากเป็นคำกริยา หมายถึง การอธิบายเหตุการณ์
เป็นทางการ

แถลงการณ์ร่วม “  เป็นคำนาม หมายถึง  คำแถลงการณ์ของผู้เข้าประชุม
ทุกฝ่ายที่ได้ลงนามร่วมกัน เพื่อแถลงให้ประชาชนทั่วไปทราบ







Quote
สำเนา  แถลงการณ์ร่วม  ( แปลความตามฉบับภาษาอังกฤษ)

ณ วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ค.ศ. ๒๐๐๘  (พ.ศ. ๒๕๕๑)  มีการประชุมหารือกันระหว่าง
นายซก ฮัน  รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีรับผิดชอบสำนักคณะรัฐมนตรี
แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา และ นายนพดล  ปัทมะ  รัฐมนตรีว่าการกระทรวง
การต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทย  เพื่อสืบต่อการหารือระหว่างทั้งสอง
ท่าน  ว่าด้วยการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารไว้ในบัญชีมรดกโลก การ
ประชุมคราวนี้จัดขึ้นที่สำนักงานใหญ่ขององค์การยูเนสโก กรุงปารีส  โดยมี
ท่านอื่น ๆ เข้าร่วมด้วย ได้แก่

- นางฟรองซัวส์  ริเวเร  ( Francoise Riviere )  ผู้ช่วยผู้อำนวนการใหญ่ฝ่าย
    วัฒนธรรมของยูเนสโก
- เอกอัครราชฑูต ฟรานเซสโก  คารูโซ  (Francesco Caruso) 
- นายอาเซดิโน เบสชอต  (Azedino Beschaouch)
- นางเปาลา เลออนซินี บาร์โตลี  (Paola Leoncini Bartoli)
- นายจิโอวานนี บอคคาร์ดี (Giovanni Boccardi)

การประชุมหารือคราวนี้ ดำเนินไปด้วยเจตนารมณ์แห่งมิตรภาพและความร่วม
มือกันระหว่างการประชุมหารือทั้งสองฝ่ายได้ทำความตกลงกัน ดังต่อไปนี้

๑)  ราชอาณาจักรไทยสนับสนุนการขึ้นทะเบียนประสาทพระวิหารเข้าไว้ใน
บัญชีมรดกโลก
ตามการเสนอของราชอาณาจักรกัมพูชา ณ การประชุมครั้งที่
๓๒ (นครคิวเบก, แคนาดา, กรกฎาคม ค.ศ. ๒๐๐๘ หรือ พ.ศ. ๒๕๕๑) ของ
คณะกรรมการพิจารณามรดกโลก 

ตามขอบเขตรอบดินแดนซึ่งระบุไว้ว่าเป็น หมายเลข  ๑  ในแผนที่ซึ่งจัดทำ
โดยทางการผู้รับผิดชอบของกัมพูชา และได้แนบท้ายมาด้วยแล้ว แผนที่ดัง
กล่าว ยังได้ครอบคลุมพื้นที่กันชนทางด้านตะวันออกและด้านใต้ของปราสาท
โดยระบุให้เป็น หมายเลข 2


๒)  ด้วยเจตนารมณ์แห่งมิตรภาพและความร่วมมือกัน ราชอาณาจักรกัมพูชา
ยอมรับว่า  ปราสาทพระวิหารที่จะเสนอขอขึ้นทะเบียนไว้ในบัญชีมรดกโลก
ในขั้นนี้จะไม่ได้รวมพื้นที่กันชนทางด้านเหนือและด้านตะวันตกของปราสาท


๓)  แผนที่ซึ่งอ้างไว้ในวรรค ๑  ข้างต้น จะแทนที่แผนที่ต่าง ๆ ซึ่งเกี่ยวข้อง
และบรรจุไว้ใน “ Schema Directeur pour le Zonage de Preah Vihear ”  ตลอด
จนการอ้างอิงด้านกราฟฟิกทั้งหมดที่ระบุบ่งชี้ถึง “ บริเวณหลัก ” (core zone)
และการแบ่งบริเวณอื่น ๆ (zonage)  ของปราสาทพระวิหาร ที่บรรจุอยู่ในแฟ้ม
เสนอขอขึ้นทะเบียนของกัมพูชาด้วย

๔)  ระหว่างที่รอผลการปฏิบัติงานของ คณะกรรมการร่วมเพื่อการปักปันเขต
แดนทางบก (Joint Commission for Land Boundary หรือ JBC) เกี่ยวกับพื้นที่
ด้านเหนือและด้านตะวันตกรอบๆ ปราสาทพระวิหาร ซึ่งได้รับการระบุให้เป็น
หมายเลข ๓  ในแผนที่ที่อ้างอิงไว้ในวรรค ๑ ข้างต้น

แผนการบริหารจัดการพื้นที่เหล่านี้ จะได้รับการจัดทำในลักษณะของการประ
สานร่วมมือกัน ระหว่างทางการผู้รับผิดชอบของกัมพูชา และทางการผู้รับผิด
ชอบของไทย โดยสอดคล้องกับมาตรฐานการอนุรักษ์ระหว่างประเทศ  ด้วย
ทัศนะที่มุ่งรักษาคุณค่าอันเป็นสากลที่โดดเด่นของทรัพย์สินดังกล่าวนี้

แผนการบริหารจัดการดังกล่าวนี้ จะบรรจุไว้ในแผนการบริหารจัดการสุดท้าย
สำหรับปราสาทพระวิหารและบริเวณรอบ ๆ ปราสาท ซึ่งจะยื่นเสนอต่อศูนย์
กลางมรดกโลก (World Heritage Centre)  ภายในวันที่  ๑ กุมภาพันธ์ ค.ศ.
๒๐๑๐ (พ.ศ. ๒๕๕๓)   เพื่อการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณามรดก
โลก ในการประชุมครั้งที่ ๓๔ ในปี ค.ศ. ๒๐๑๐ (พ.ศ. ๒๕๕๓)

๕)  การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารไว้ในบัญชีมรดกโลกครั้งนี้  จะไม่ทำ
ให้เสื่อมเสียสิทธิ์ของราชอาณาจักรกัมพูชาและราชอาณาจักรไทย ในการ
กำหนดปักปันเขตแดนของคณะกรรมการร่วมเพื่อการปักปันเขตแดนทางบก
(JBC) ของประเทศทั้งสอง

๖)  ราชอาณาจักรกัมพูชาและราชอาณาจักรไทย ขอแสดงความซาบซึ้งใจ
อย่างยิ่งต่อ ท่านผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโก  ฯพณฯ นายโคอิชิโร 
มัตสึอุระ  สำหรับความช่วยเหลือของท่านในการอำนวยความสะดวกให้แก่
กระบวนการ เพื่อการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารไว้ในบัญชีมรดกโลก

พนมเปญ, ๑๘  มิถุนายน ค.ศ. ๒๐๐๘    
ในนามรัฐบาลราชอาณาจักรกัมพูชา                   
ฯพณฯ นาย ซก อัน         
รัฐมนตรีรับผิดชอบสำนักคณะรัฐมนตรี   

กรุงเทพฯ, ๑๘  มิถุนายน ค.ศ. ๒๐๐๘
ในนามรัฐบาลราชอาณาจักรไทย
ฯพณฯ นายนพดล ปัทมะ
รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

ปารีส, ๑๘  มิถุนายน ค.ศ. ๒๐๐๘
ผู้แทนของยูเนสโก




ดังกล่าวข้างต้น คือ สำเนาแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ซึ่งนายนพดล ใน
ฐานะ รมต ว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ลงนามร่วมกัน นายซก อัน ใน
ฐานะรองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา  เมื่อวันที่  ๑๘  มิถุนายน  ๒๕๕๑ ( ค.ศ.
๒๐๐๘ ) อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการประชุมร่วม  ๒ ฝ่าย เมื่อวันที่  ๒๒ 
พฤษภาคม ๒๕๕๑ 

ภายหลังแถลงการณ์ร่วมฉบับดังกล่าวเผยแพร่ออกสู่สาธารณชน ปมปัญหา
ต่าง ๆ ก็ติดตามออกมา ไม่ว่าจะเป็นการถกเถียงกันว่า แถลงการณ์ฉบับนี้จะ
สร้างปัญหาอธิปไตยเหนือดินแดนระหว่าง ๒ ประเทศ  ที่ยังไม่มีข้อสรุปใน
เรื่องการปักปันเขตแดนที่เป็นลายลักษณ์อักษรอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด

การประชุมก่อนออกแถลงการณ์ร่วมดังกล่าว ก็มิได้ปฎิบัติตามรัฐธรรมนูญปี
พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๐ ที่กำหนดไว้ ดังนี้



มาตรา ๑๙๐ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการทำหนังสือ
สัญญาสันติภาพสัญญาสงบศึก และสัญญาอื่น กับนานาประเทศหรือกับองค์
การระหว่างประเทศ


หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณา
เขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือ
ตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็น
ไปตามหนังสือสัญญาหรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคม
ของประเทศอย่างกว้างขวาง  หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรือ งบ
ประมาณของประเทศ อย่างมีนัยสำคัญ  ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา
ในการนี้  รัฐสภาจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้
รับเรื่องดังกล่าว


ก่อนการดำเนินการ  เพื่อทำหนังสือสัญญากับนานาประเทศ หรือ องค์การ
ระหว่างประเทศตามวรรคสอง คณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับ
ฟังความคิดเห็นของประชาชน และต้องชี้แจงต่อรัฐสภาเกี่ยวกับหนังสือสัญ
ญานั้น  ในการนี้ ให้คณะรัฐมนตรีเสนอ  กรอบการเจรจาต่อรัฐสภา เพื่อขอ
ความเห็นชอบด้วย


เมื่อลงนามในหนังสือสัญญาตามวรรคสองแล้ว  ก่อนที่จะแสดงเจตนาให้มี
ผลผูกพันคณะรัฐมนตรี  ต้องให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดของ
หนังสือสัญญานั้น และในกรณีที่การปฏิบัติตามหนังสือสัญญาดังกล่าวก่อให้
เกิดผลกระทบต่อ ประชาชน หรือ ผู้ประกอบการขนาดกลาง และขนาดย่อม
คณะรัฐมนตรีต้องดำเนินการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบนั้นอย่างรวด
เร็วเหมาะสม และเป็นธรรม

ให้มีกฎหมายว่าด้วย การกำหนดขั้นตอนและวิธีการจัดทำหนังสือสัญญาที่มี
ผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ  หรือ สังคมของประเทศอย่างกว้าง
ขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้าหรือการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ รวมทั้งการ
แก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตาหนังสือสัญญาดังกล่าว
โดยคำนึงถึงความเป็นธรรม  ระหว่างผู้ที่ได้ประโยชน์กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ
จากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญานั้นและประชาชนทั่วไป

ในกรณีที่มีปัญหาตามวรรคสอง ให้เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ที่จะวินิจ
ฉัยชี้ขาด  โดยให้นำบทบัญญัติตามมาตรา ๑๕๔ (๑)  มาใช้บังคับกับการ
เสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยอนุโลม “



การประชุมระหว่าง นายนพดล และ นายซก อัน รวมทั้ง ร่างแถลงการณ์ร่วม
ฉบับดังกล่าว  ได้รับมติให้ความเห็นชอบ ในที่ประชุม ครม ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่
๑๗  มิถุนายน  ๒๕๕๑ โดยมีนายสมัคร  สุนทรเวช  นายกรัฐมนตรีในขณะ
นั้นเป็นประธานที่ประชุม  นั้นก็หมายความว่า

ครม รับทราบว่ามีการประชุม และ รับทราบผลการประชุม  ที่อาจจะส่งผลให้
มีการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของประเทศ ภายหลังจากประชุมสิ้นสุดไปแล้ว
เกือบ ๑ เดือน อีกทั้งร่างแถลงการณ์ร่วม ครม รับทราบเพียง ๑ วันก่อนการ
ประกาศต่อสาธารณชน  รวดเร็วปานสายฟ้า ถึงแม้ว่า รธน ๒๕๕๐ จะกำหนด
ให้ ครม ต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใจ ๖๐ วัน แต่นี่...๑ วัน เท่านั้น

อย่าว่าแต่..พิจารณาเลย แค่อ่าน และทำความเข้าใจ ก็ยังเร็วเกินไป

หากว่า การประชุมครั้งนั้นมีการสรุปผลอะไรก็ตามที่ อาจจะทำให้เราต้องสูญ
เสียอะไรก็ตาม ที่พวกเราไม่พึงประสงค์เหล่า ท่านในฐานะตัวแทนของพวก
เราจะรับผิดชอบได้หรือไม่

หรือเพียงแค่ลาออกจากตำแหน่ง... ก็ถือว่าท่านรับผิดชอบแล้ว 

นั่นไม่สามารถแลกได้เลยกับสิ้งที่พวกเราอาจจะต้องสูญเสีย...

ชีวิตของท่านก็มิอาจทดแทนได้.....



Offline bird

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 624
  • Respect: +215

หากแต่...ฝันร้ายของประเทศยังไม่สิ้นสุด ตราบจนกว่า

มันผู้นั้น ที่คิดเผาบ้านเผาเมือง
มันผู้นั้น ที่คิดล้มล้างระบบการปกครอง
มันผู้นั่น ที่คิดครอบครอง บังอาจคิดมักใหญ่ใฝ่สูง
ฝันร้ายยังไม่สิ้นสุด จนกว่า มันผู้นั้น จะได้รับโทษทัณต์อย่างสาสม...

จะมีวันนั้นมั้น
จะมีวันนั้นหรือ
ชักสงสัย

ไม่ต้องสงสัยค่ะ ยังไง ยังไง วันนั้นต้องมาถึงแน่ ช้าหรือเร็วเท่านั้น  :th_smitten:

แฟนคลับภาค 2  :slime_v:
ขอบคุณค้า..ที่กรุณาติดตาม
ว่าแต่..จะมี ไตรภาคหรือป่าวหนอ... :th_whistling:

Offline bird

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 624
  • Respect: +215
เปิดประวัติ ปราสาทพระวิหาร

ด้วยความสัตย์จริง ไม่เคยคิดที่จะขุดคุ้ย ข้องแวะ หรือ แตะต้องปมปัญาที่เกี่ยวข้อง
กับ ปราสาทพระวิหาร อันเนื่องจากปมปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และยัง
เป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเขตแดนระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่เกินกว่าความ
รับผิดชอบจะสามารถกระทำได้ จึงเลี่ยงที่จะนำเสนอถึงปมปัญหาดังกล่าวในทุก ๆ
กรณี ด้วยเกรงว่าข้อความใด ๆ อาจจะส่งผลในด้านลบ  ซึ่งมิใช่สิ่งที่พึงให้เกิดขึ้น

ในสถานการณ์ปัจจุบัน มีการถกเถียงกันหลากหลายมุมมอง ที่เกี่ยวข้องกับปัญหา
ดังกล่าว จึงใคร่ขอนำเสนอเรื่องราว ปราสาทพระวิหาร เท่าที่จะสามารถนำเสนอได้
ข้อความทุก ๆ ข้อความที่ปรากฎ ได้มาจากข้อมูลหลาย ๆ แหล่ง นำมาประมวลผล
โดยจิตวิเคราะห์ส่วนตัว จึงเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวที่นำมาบอกเล่าเท่านั้น
ด้วยความเคารพ



ปราสาทพระวิหาร “  ชื่อเดิมที่บันทึกไว้ในศิลาจารึกของ พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ 
ที่โคปุระของปราสาทพระวิหาร  (จารึกปราสาทเข้าพระวิหาร ๔, วารสารศิลปากร
ปีที่ ๕๐, ฉบับที่ ๕  กย – ตค ๒๕๕๐)  คือ “ ศรีศิขรีศวร “ ซึ่งเป็นชื่อ “ ศิวลึงค์ ” 
ที่พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ ทรงสถาปนาขึ้นในปี พ.ศ. ๑๕๖๑  และนำมาประดิษฐาน
ไว้ ณ ศาสนสถานที่สร้างขึ้นเพื่อถวาย  พระศิวะ ในศาสนาฮินดู  ลัทธิไศวนิกาย
บริเวณผาเป้ยตาดี ของ เทือกเขาพนมดงรัก อันเป็นเทือกเขาที่กั้นระหว่างพรมแดน
ประเทศไทยและกัมพูชา ตามลักษณะภูมิศาสตร์

ภายหลังรัชกาลพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ ต่อเนื่องรัชกาลของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ 
ประมาณปี พ.ศ. ๑๖๕๖ ถึงหลังปี พ.ศ. ๑๖๘๘  ศาสนสถาน “ ศรีศิขรีศวร “
เป็นศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์ของขอมโบราณ ตามหลักฐานที่ปรากฎใน ศิลาจารึก
ปราสาทพระวิหาร หลัก K.383  ซึ่งจารึกเรื่องราวของศาสนสถานแห่งนี้ และประ
วัติพราหมณ์ในราชสำนักชื่อว่า “ ทิวากรบัณฑิต



หลังรัชกาลพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒  ศาสนสถาน ศรีศิขรีศวร ได้ถูกลดบทบาทลง
เรื่องราวเกี่ยวกับศาสนสถานแห่งนี้ ไม่เคยปรากฏในศิลาจารึกใด ๆ อีกเลย อาจ
มีสาเหตุมาจากภาวะความไม่สงบทั้งภายใน ประเทศ ทั้งการแย่งชิงราชบัลลังค์
และ สงครามระหว่างอาณาจักรขอม กับ อาณาจักรจามปา  ทำให้ต้องเสียเมือง
พระนครให้กับจามปา ศาสนสถานศรีศิขรีศวร หรือ ปราสาทพระวิหาร จึงค่อย ๆ
เลือนหายไปจากความทรงจำของชาวขอมโบราณ

ภายหลังพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗  แย่งชิงเมืองพระนครคืนมาจากจามปา และทรง
สถาปนาเป็น “ เมืองพระนครศรียโศธรปุระที่ ๒ “ และด้วยสาเหตุที่ว่า พระเจ้า
ชัยวรมันที่ ๗ ทรงนับถือศาสนาพุทธ นิกายมหายาน อาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่
ทำให้ศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย ภายในราชสำนักค่อย ๆ ลดความสำคัญลง
จนเลือนหายไปในที่สุด

ต่อมาเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาเข้าตีเมืองพระนครศรียโศธรปุระ หรือ พระนครหลวง
ในปี พ.ศ. ๑๙๗๔ เป็นเหตุให้กัมพูชาย้ายราชธานีลงทางใต้ ซึ่งเป็นการสิ้นสุด
ยุคประวัติศาสตร์ขอมสมัยเมืองพระนคร  เข้าสู่ประวัติศาสตร์หลังสมัยพระนคร 
ศาสนสถาน ศรีศิขรีศวร กลายเป็นเพียงปราสาทร้างกลางป่าเขา มิได้รับการอุป
ถัมภ์จากราชสำนักอีกเลย

จวบจนกระทั้ง ปี พ.ศ. ๒๔๔๒  ( ร.ศ. ๑๑๘ ) พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวง-
สรรพสิทธิประสงค์ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
( รัชกาลที่ ๕ ) เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งข้าหลวงต่างพระองค์ มณฑลอีสาน เป็น
ผู้ค้นพบปราสาทพระวิหาร และทรงสลักจารึกเพื่อเป็นหลักฐานการค้นพบไว้
บริเวณปราสาทว่า “ ๑๑๘ สรรพสิทธิ



ในปี พ.ศ. ๒๔๔๗  ในสมัยรัชกาลที่ ๕  ซึ่งเป็นยุคล่าอาณานิคมของประเทศ
มหาอำนาจ ฝรั่งเศสขยายอำนาจเข้าครอบครองอินโดจีน ได้ทำสนธิสัญญายก
ดินแดนบางส่วนให้ฝรั่งเศส  เพื่อรักษาดินแดนส่วนใหญ่ และ อธิปไตย ของ
ประเทศเอาไว้ ฝรั่งเศสทำแผนที่ขีดเส้นพรมแดนระหว่างไทย-กัมพูชาขึ้น โดย
ระบุว่า ปราสาทพระวิหารอยู่ในเขตประเทศไทย

ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๕๐  มีการทำสนธิสัญญาเพิ่มเติม ฉบับปี ๒๔๔๗  ซึ่งใน
ครั้งนี้ ฝรั่งเศสได้จัดทำแผนที่ขึ้นใหม่  โดยไม่มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยร่วมจัดทำ
ด้วย และมิได้เป็นไปตามเส้นสันปันน้ำ อันเป็นหลักสากล ทำให้เส้นพรมแดน
ที่ฝรั่งเศสกำหนดขึ้นใหม่  ระบุให้ปราสาทพระวิหารอยู่ในเขตกัมพูชา ซึ่งเจ้า
หน้าที่ของไทยในยุคสมัยนั้น มิได้ทักท้วง ด้วยเกรงว่า ฝรั่งเศสจะหาเรื่องเข้า
ยึดประเทศไทย


 
การที่ไทยมิได้ทักท้วงครั้งนี้ กลับกลายเป็นข้อกล่าวอ้างในคำพิพากษาของ
ศาลโลกในอีก ๕๕ ปีต่อมา ว่า ประเทศไทยยอมรับแผนที่ฉบับนี้ เสมือนว่า
ประเทศไทยยอมรับว่า ปราสาทพระวิหาร อยู่ในเขตของกัมพูช จึงพิพากษา
ให้ปราสาทพระวิหารตกเป็นของกัมพูชา

และ แผนที่ฉบับเดียวกันนี้เอง กัมพูชาได้นำมาประกอบการขอขึ้นทะเบียน
มรดกโลกในปี พ.ศ. ๒๕๕๑  อันนำมาซึ่งปมปัญหาที่ยังไม่อาจหาข้อสรุป
ได้ในปัจจุบัน

ปี พ.ศ.  ๒๔๘๔  ช่วงสงครามอินโดจีน สมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ทำ
การเรียกร้องดินแดนคืนจากฝรั่งเศส  ซึ่งฝรั่งเศสยอมคืน ไชยบุรี, จำปาศักดิ์,
เสียมราฐ และ พระตะบอง ให้กับประเทศไทย  ในท้ายที่สุด ไทยก็ต้องยอม
ยกดินแดนดังกล่าวคืนให้ฝรั่งเศส  ภายหลังญิ่ปุ่นแพ้พ่ายสงครามโลกครั้งที ๒
(พ.ศ. ๒๔๘๘)  เพื่อปรับสถานะมิให้อยู่ในภาวะแพ้สงครามเช่นเดียวกับญี่ปุ่น

ต่อมาปี พ.ศ. ๒๔๙๗  ฝรั่งเศสอยู่ในภาวะแพ้สงครามที่เดียนเบียนฟู จำต้อง
ถอนกองกำลังทหารออกจากเวียดนาม  ไทยจึงส่งเจ้าหน้าที่ทหารเข้าครอบ
ครองประสาทพระวิหารอีกครั้ง  และในปีเดียวกันนี้ กัมพูชาได้รับเอกราชจาก
ฝรั่งเศสอย่างสมบูรณ์ เช่นเดียวกับ เวียดนาม และ ลาว

เจ้านโรดมสีหนุ นายกรัฐมนตรีกัมพูชาในขณะนั้น ได้เรียกร้องขอคืนปราสาท
พระวิหารจากไทย ซึ่งไทยได้ปฏิเสธมาโดยตลอด อันเนื่องมาจาก ตามหลัก
สากล พิจารณาตามเขตเส้นสันปันน้ำแล้ว ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในเขตไทย
กลายเป็นปมปัญหาระหว่าง ๒ ประเทศ  ในวันที่  ๒๔ พฤศิจกายน  ๒๕๐๑ 
ไทยและกัมพูชาจึงประการปิดพรมแดน 



ในวันที่  ๖  ตุลาคม  ๒๕๐๒  เจ้านโรดมสหนุ ได้ทำการยื่นฟ้องร้องไทยต่อ
ศาลโลก ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในสมัย จอมพลสฤษดิ์  ธนะรัชต์
ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของไทย  ต่อมาในวันที่  ๑๕ มิถุนายน  ๒๕๐๕ 
ศาลโลกพิพากษาให้ กัมพูชา ชนะคดี ด้วยคะแนน ๙ ต่อ ๓ เสียง  โดยตัด
สินให้

ปราสาทพระวิหารอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา

สร้างความเจ็บปวดให้กับชาวไทยทั่วทั้งประเทศ  ซึ่งผลของคดีครั้งนี้ทำให้
ไทยต้องเสียดินแดนบางส่วนไปพร้อมกับ ปราสาทพระวิหาร

แต่ถึงกระนั้น รัฐบาลไทย ภายใต้การนำของ จอมพลสฤษดิ์  ธนะรัชต์  ประ
ท้วงคำตัดสินของศาลโลก ต่อองค์การสหประชาชาติ สงวนสิทธิที่จะเอาเขา
พระวิหารคืนจากกัมพูชา จอมพลสฤษดิ์ กล่าวไว้ตอนหนึ่ง ความว่า

...ด้วยเลือดและน้ำตา...
สักวันหนึ่ง เราจะต้องเอาเข้าพระวิหารคืนมาให้จงได้...




แต่ในปัจจุบัน มวลชนบางกลุ่ม บางคน ที่มีเชื้อชาติไทย สัญชาติไทย และ
/หรือ สัญชาติอื่น กลับสนับสนุน และ พร้อมที่จะยกดินแดนที่อยู่ภายใต้
อธิปไตยของเราให้กับเพื่อนบ้าน เพื่อแลกกับผลประโยชน์ส่วนตัว เครือญาติ
และพรรคพวก พี่น้อง

โดยหลงลืม น้ำตา ความเจ็บปวดของชาวไทยเมื่อครั้งที่ผ่านมา อย่างไม่น่า
ให้อภัย หรือ เพราะเค้าเหล่านั้น หลงลืมไปแล้วว่า

เค้าก็คือ คนไทยคนหนึ่ง ที่มีหน้าที่ต้องปกปักรักษาแผ่นดินนี้ไว้ด้วยชีวิต....

Offline overtherainbow

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 2,252
  • Respect: +162
คนใดคิดการร้าย มุ่งหวังประโยชน์ส่วนตน
โดยอาศัยตำแหน่ง
ขอให้ คิดทำการใดก็ขอให้ล้มเหลว

Offline bird

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 624
  • Respect: +215
ย้อนรอย ปมปัญหาพระวิหาร

ปัญหาใหญ่ประการหนึ่งที่กำลังถกเถียงกันทั้งในระดับพลเมืองภายในประเทศ เข้าสู่ระดับทวิภาคี
และกำลังจะก้าวขึ้นสู่ระดับไตรภาคี ตามความคาดหวังของใครบางคนหรือไม่ ที่มีความปราถนา
ยืมมือต่างชาติ เข้ามาจัดระบบระเบียบภายในบ้านเกิดตนเองอยู่เนือง ๆ ไม่ว่าจะเป็นช่วงพฤษภา
ที่ประกาศก้องร้องหาองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อหวังให้เข้าแทรกแซงเหตุการณ์วุ่นวาย ภายใน
บ้านเกิด อันเกิดจากการกระทำของกลุ่มมวลชนแนวร่วมของใครคนนั้น

สันติ ปราศจากอาวุธ เผาบ้านเผาเมือง ....

ปมปัญหาดังกล่าว เป็นผลสืบเนื่องมาจากการลงนามในแถลงการณ์ร่วม มิย. ๒๕๕๑ แถลงการณ์
ฉบับนี้เกิดขึ้นภายหลังการประชุมหารือของผู้แทนระดับ รมต ทั้ง ๒ ฝ่าย โดยมีเจ้าหน้าที่ยูเนสโก
เข้าร่วมการประชุมด้วย การประชุมหารือครั้งนี้ ว่าด้วยการขอขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็น
มรดกโลก มีขึ้นในวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๑ ครม มีมติเห็นชอบวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๑
ลงนามในแถลงการณ์วันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๑ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร หากว่า รัฐธรรมนูญ
มิได้กำหนดไว้ ดังนี้

Quote

รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. ๒๕๕๐

มาตรา ๑๙๐
(วรรคสอง)

“ .... หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศ
ไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะ
ต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทาง
เศรษฐกิจ หรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือ มีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรือ งบ
ประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ในการนี้ รัฐสภาจะต้อง
พิจารณาให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับเรื่องดังกล่าว

ก่อนการดำเนินการ เพื่อทำหนังสือสัญญากับนานาประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศตามวรรค
สอง คณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และต้องชี้แจง
ต่อรัฐสภาเกี่ยวกับหนังสือสัญญานั้น ในการนี้ ให้คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาเพื่อ
ขอความเห็นชอบด้วย

เมื่อลงนามในหนังสือสัญญาตามวรรคสองแล้ว ก่อนที่จะแสดงเจตนาให้มีผลผูกพันคณะรัฐมนตรี
ต้องให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญานั้น และในกรณีที่การปฏิบัติตาม
หนังสือสัญญาดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนหรือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาด
ย่อม คณะรัฐมนตรีต้องดำเนินการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบนั้นอย่างรวดเร็วเหมาะสม
และเป็นธรรม

ให้มีกฎหมายว่าด้วย การกำหนดขั้นตอนและวิธีการจัดทำหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความ
มั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า หรือการ
ลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ รวมทั้งการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือ
สัญญาดังกล่าว โดยคำนึงถึงความเป็นธรรมระหว่าง ผู้ที่ได้ประโยชน์กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก
การปฏิบัติตามหนังสือสัญญานั้นและประชาชนทั่วไป

ในกรณีที่มีปัญหาตามวรรคสอง ให้เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยชี้ขาด โดยให้นำ
บทบัญญัติตามมาตรา ๑๕๔ (๑) มาใช้บังคับกับการเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยอนุโลม”

มาตรา ๑๕๔ (๑) ของรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ที่กล่าวถึง ความว่า

“..... (๑) หากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือ สมาชิกของทั้งสองสภารวมกัน มี
จำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา เห็นว่าร่างพระ
ราชบัญญัติดังกล่าวมีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ หรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติ
แห่งรัฐธรรมนูญนี้ ให้เสนอความเห็นต่อ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา หรือประธาน
รัฐสภา แล้วแต่กรณี แล้วให้ประธานแห่งสภาที่ได้รับความเห็นดังกล่าวส่งความเห็นนั้น ไปยังศาล
รัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย และแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบโดยไม่ชักช้า”


หากจะกล่าวว่า รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ เป็นผลไม้พิษจากต้นไม้พิษ ตามคำกล่าวอ้างของใครบางคน
เช่นนั้นลองมาดูบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ซึ่งใครคนนั้นกล่าวว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน
โดยแท้จริง ความว่า

รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. ๒๕๔๐

มาตรา ๒๒๔
(วรรคสอง)

“..... หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตอำนาจแห่งรัฐ หรือจะต้องออก
พระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามสัญญา ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ”


ข้อความที่ปรากฏ มีความเหมือนหรือคล้ายคลึงกันประการใด ยกไว้ให้ท่านพิจารณาและตีความ
ตามวิสัยทัศน์ของแต่ละท่าน มิอาจแสดงความเห็นใด ๆ

ประเด็นที่น่าสนใจ คงจะเป็น แถลงการณ์ฉบับนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่
การลงนามร่วมของอดีต รมต เป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่
เป็นการกระทำที่ขัดต่อหน้าที่หรือไม่

ด้วยความรู้ความสามารถที่มีอยู่ มิอาจแสดงความคิดเห็นที่ระบุแน่ชัดประการหนึ่งประการใดได้
คงทำได้แต่เพียงนำข้อความบางส่วนมาแสดงไว้ให้ท่านได้วิเคราะห์ตามมุมมองของแต่ละท่าน


Quote
ข้อความบางส่วนจากแถลงการณ์ มิย. ๒๕๕๑

“.....(๑) ราชอาณาจักรไทยสนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร เข้าไว้ในบัญชีมรดกโลก
ตามการเสนอของราชอาณาจักรกัมพูชา ณ การประชุมครั้งที่ ๓๒ ของคณะกรรมการพิจารณา
มรดกโลก ( นครคิวเบก, ประเทศแคนาดา, กรกฎาคม ๒๕๕๑ ) ตามขอบเขตรอบดินแดนซึ่งระบุ
ไว้ว่าเป็น หมายเลข ๑ ( N 1 ) ในแผนที่ซึ่งจัดทำโดยทางการผู้รับผิดชอบของกัมพูชา และได้
แนบท้ายมาด้วยแล้ว แผนที่ดังกล่าวยังได้ครอบคลุมพื้นที่กันชนด้านตะวันออกและด้านใต้ของ
ปราสาท โดยระบุให้เป็น หมายเลข ๒ ( N 2 )

(๒) ด้วยเจตนารมณ์แห่งมิตรภาพและความร่วมมือกัน ราชอาณาจักรกัมพูชายอมรับว่า ปราสาท
พระวิหารที่จะเสนอขอขึ้นทะเบียนไว้ในบัญชีมรดกโลกในขั้นนี้จะไม่ได้ร่วมพื้นที่กันชนด้านเหนือ
และด้านตะวันตกของปราสาท

(๓) แผนที่ซึ่งอ้างไว้ในวรรค ๑ จะแทนที่แผนที่ต่าง ๆ ซึ่งเกี่ยวข้องและบรรจุไว้ใน “ Schema
Directeur Pour le Zonage de Perah Vihear ” ตลอดจนการอ้างอิงด้านกราฟฟิกทั้งหมดที่ระบุบงชี้
ถึง “ บริเวณหลัก ” ( Core Zone ) และการแบ่งบริเวณอื่น ๆ ( Zonage ) ของปราสาทพระวิหาร
ที่บรรจุอยู่ในแฟ้มเสนอขอขึ้นทะเบียนของกัมพูชาด้วย

(๔) ระหว่างที่รอผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการร่วมเพื่อการปักปันเขตแดนทางบก ( JBC )
เกี่ยวกับพื้นที่ ด้านเหนือ และ ด้านตะวันตก รอบ ๆ ปราสาทพระวิหาร ซึ่งได้รับการระบุให้เป็น
หมายเลข ๓ ( N 3 ) ในแผนที่อ้างอิงในวรรค (๑) ข้างต้น

แผนการบริหารจัดการพื้นที่เหล่านี้ จะได้รับการจัดทำในลักษณะของ การประสาสนร่วมมือกัน
ระหว่างทางการผู้รับผิดชอบของกัมพูชา และ ทางการผู้รับผิดชอบของไทย โดยสอดคล้องกับ
มาตรฐานการอนุรักษ์ระหว่างประเทศ ด้วยทัศนะที่มุ่งรักษาคุณค่าอันเป็นสากลที่โดดเด่นของ
ทรัพย์สินดังกล่าวนี้

แผนการบริหารจัดการดังกล่าวนี้ จะบรรจุไว้ในแผนการบริหารจัดการสุดท้าย สำหรับปราสาท
พระวิหารและบริเวณรอบ ๆ ปราสาท ซึ่งจะยื่นเสนอต่อศูนย์กลางมรดกโลก ( World Heritage
Center ) ภายในวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ เพื่อการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณา
มรดกโลก ในการประชุมครั้งที่ ๓๔ ในปี ค.ศ. ๒๐๑๐ (พ.ศ. ๒๕๕๓)

(๕) การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารไว้ในบัญชีมรดกโลกครั้งนั้ จะไม่ทำให้เสื่อมเสียสิทธิ์
ของราชอาณาจักรกัมพูชา และ ราชอาณาจักรไทย ในการกำหนดปักปันเขตแดนของคณะ
กรรมการร่วมเพื่อการปักปันเขตแดนทางบก (JBC) ของประเทศทั้งสอง...”

ก็ไม่น่าจะมีปัญหาตรงไหนมิใช่หรือ คำตอบคือ ใช่ ไม่น่าจะมีปัญหา ถ้า...

แผนที่แสดงอาณาเขตปราสาทพระวิหารตาม มติ ครม. วันที่ ๑๐ กรกฏาคม ๒๕๐๕ ( ภายหลัง
คำพิพากษาศาลโลก ๙ ต่อ ๓ เสียงให้ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตย
ของกัมพูชา เมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๐๕ ต่อมาวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๐๕ รัฐบาลไทย
ทำการยื่นหนังสือประท้วงคำพิพากษา พร้อมสงวนสิทธิที่ประเทศไทยจะเอาปราสาทพระวิหาร
กลับคืนในอนาคต ) แสดงแนวสันปันน้ำ อยู่ด้านตะวันออก และ ตะวันตกของปราสาท ซึ่งเป็น
แนวแบ่งเขตแดนไทย – กัมพูชา ตามสนธิสัญญา สยาม – ฝรั่งเศส พ.ศ ๒๔๔๖ และเป็นแนว
เส้นที่ไทยยึดถือมาโดยตลอด

ข้อความในแถลงการณ์ (๑), (๒), และ (๓) กำหนดให้พื้นที่ตามแนวสันปันน้ำเป็น พื้นที่กันชน
ซึ่งต้องจัดทำแผนการบริหารจัดการพื้นที่ร่วมกันตาม (๔) หากลองพิจารณาทบทวนซ้ำไปซ้ำมา
ข้อความที่ปรากฏ

ถือเป็นการอนุญาติให้ เพื่อนบ้านเราเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการบนพื้นที่อันเป็นอาณาเขต
อธิปไตยของเราหรือไม่หนอ

เป็นการยอมรับแผนที่ ที่เพื่อนบ้านเราจัดทำขึ้นตาม N 1 ซึ่งอาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงอาณาเขต
จากแนวสันปันน้ำหรือป่าวหนอ


ขออนุญาติละไว้ซึ่งความคิดเห็นใด ๆ เป็นเพียงแค่ปัญหาค้างคาใจที่ละไว้ซึ่งคำตอบ...

ประเด็นนี้ ศาลปกครองกลาง ได้มีคำพิพากษา คดีหมายเลขดำที่ ๙๘๔/๒๕๕๑, ๑๐๐๑/๒๕๕๑
และ ๑๐๒๔/๒๕๕๑ ซึ่งยื่นฟ้อง นายนพดล รมว.ต่างประเทศ (ขณะนั้น) และ คณะรัฐมนตรีสมัย
รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช เรื่องกระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมาย กรณีนายนพดล ลงนามใน
แถลงการณ์ร่วม ไทย – กัมพูชา ซึ่งคำพิพากษาศาลปกครองกลางให้เพิกถอนมติ ครม. วันที่ ๑๗
มิย. ๒๕๕๑ ที่เห็นชอบแถลงการณ์ร่วมและแผนที่แนบท้าย รวมทั้งการเห็นชอบให้นายนพดล
ลงนามในแถลงการณ์ร่วม โดยมีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๑

คงมิต้องวิเคราะห์ประเด็นใดต่อไปอีก ที่เกี่ยวกับแถลงการณ์ร่วมฉบับดังกล่าว แต่ว่ายังคงมีปัญหา
ค้างคาใจกับคำให้สัมภาษณ์ของอดีต รมต ก่อนการประชุมที่เมืองคิวเบก แคนาดา ในวันที่ ๕ กค.
๒๕๕๑ ที่กล่าวยืนยันว่า

การลงนามหลังการหารือกับกัมพูชา ที่กรุงปารีส เมื่อ ๒๒ พฤษภาคม เป็นเพียงการลงนามกำกับ
สิ่งที่ได้มีการพูดคุยกันไว้ ไม่ได้มีการลงนามใด ๆ และการที่กัมพูชา ได้นำเอกสารที่ลงนามไป
กล่าวอ้างว่า ไทยให้การสนับสนุนการขอขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารไม่น่าจะทำได้

แต่ข้อความที่ปรากฎตาม (๑) ของแถลงการณ์ ความว่า

“....(๑) ราชอาณาจักรไทยสนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร เข้าไว้ในบัญชีมรดกโลก
ตามการเสนอของราชอาณาจักรกัมพูชา ณ การประชุมครั้งที่ ๓๒ ของคณะกรรมการพิจารณา
มรดกโลก (นครคิวเบก, ประเทศแคนาดา, กรกฎาคม ๒๕๕๑) ….”


นั้นใช่คำยืนยันการสนับสนุนหรือไม่
ถ้าเพื่อนบ้านเราจะนำไปอ้างอิงการขึ้นทะเบียนมรดกโลก น่าจะกระทำได้หรือไม่


บางส่วนจาก จดหมายอย่างไม่ทางการของ ผอ ยูเนสโก-กรุงเทพ ความว่า

Quote
เลขที่อ้างอิง 136.32/1038/08
วันที่ 1 กรกฎาคม 2008 ( ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๑ )

" ..... พันธะในอันที่จะให้ความร่วมือเพื่อบริหารจัดการ และให้ความคุ้มครอง ปราสาทพระวิหาร
ดังกล่าว ได้รับการเน้นย้ำและแสดงออกอย่างเป็นทางการแล้ว โดย แถลงการณ์ร่วมซึ่งลงนาม
โดยรัฐมนตรีต่างประเทศของไทย และ รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่กรุงปารีส เมื่อวันที่ ๒๒
พฤษภาคม ๒๐๐๘ ( พ.ศ. ๒๕๕๑ )

แถลงการณ์ร่วมดังกล่าว ถูกนำเสนอเพื่อรับการพิจารณาจาก คณะกรรมการมรดกโลกในฐานะ
เป็นส่วนประกอบหนึ่งของแฟ้มนำเสนอ เพื่อการขอขึ้นทะเบียน....”


ตามมาด้วยคำประกาศอย่างเป็นทางการของยูเนสโก เมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๕๑ ปราสาท
เขาพระวิหารได้ผ่านการคัดเลือกให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของประเทศกัมพูชา


มิอาจแสดงความคิดเห็นอะไรได้มากกว่านี้ ทุกอย่างให้คำจำกัดความด้วยตัวของมันเองอยู่แล้ว....

Offline bird

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 624
  • Respect: +215
สรุป คำพิพากษา ศาลปกครองกลาง

ขออนุญาตินำสรุปคำพิพากษา ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งเพิกถอน มติ ครม. วันที่ ๑๗
มิถุนายน ๒๕๕๑ ในกรณีนายนพดล ลงนามในแถลงการณ์ร่วม ไทย - กัมพูชา ดังนี้

นายชาชิวัฒน์ ศรีแก้ว ตุลาการศาลปกครองกลาง เจ้าของสำนวน คดีปราสาทพระวิหาร
ได้นั่งออกบัลลังก์อ่านคำพิพากษา ในคดีหมายเลขดำที่ ๙๘๔/๒๕๕๑ , ๑๐๐๑/๒๕๕๑
และ ๑๐๒๔/๒๕๕๑ ที่ยื่นฟ้อง นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ และ คณะรัฐมนตรี
( ครม.) สมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช เป็นผู้ถูกฟ้องที่ ๑-๒ เมื่อวันที่ ๒๔ มิย. ๒๕๕๑

เรื่องกระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมาย กรณีที่นายนพดล รมว.ต่างประเทศ ลงนามใน
แถลงการณ์ร่วมไทย – กัมพูชา พร้อมแผนที่แนบ ลงวันที่ ๑๘ มิย. ๒๕๕๑ ขอขึ้นทะ
เบียนปราสาทเขาพระวิหาร เป็นมรดกโลกที่มีการเสนอแถลงการณ์ต่อองค์การยูเนสโก
ระหว่างวันที่ ๒ - ๑๐ กรฎาคม ๒๕๕๑

ศาลพิเคราะห์แล้วคดีที่มีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า การกระทำของผู้ถูกฟ้องทั้งสอง กระทำ
การโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งศาลเห็นว่า คดีนี้เกี่ยวเนื่องกับข้อพิพาทคำแถลง
การณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ฉบับลงวันที่ ๑๘ มิย. ๒๕๕๑ ว่าเป็นหนังสือสัญญาตามรัฐธรรม
นูญปี ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๐ วรรคสองหรือไม่ ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงว่า ประธานสภาฯและ
ประธานวุฒิสภา ได้ส่งความเห็นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วว่า

แถลงการณ์ร่วมดังกล่าวเป็นหนังสือสัญญาที่อาจมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของประเทศ
และมีผลกระทบกับความมั่นคงทางสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง ซึ่งต้องได้รับความ
เห็นชอบจากรัฐสภาก่อน ตามรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ซึ่งการวินิจของศาลรัฐธรรมนูญถือเป็น
เด็ดขาดและมีผลผูกพันกับสภา ครม. ศาลและองค์กรอื่นของรัฐ

แต่ข้อเท็จจริงในการจัดแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวที่เป็นผลมาจาก นายนพดล พาคณะผู้
แทนไทยไปหารือกับผู้แทนกัมพูชา ที่มีนายสก อาน รองนายกฯ และรมต.ประจำสำนัก
นายกฯกัมพูชา เป็นหัวหน้าคณะ ที่กรุงปารีส ในวันที่ ๒๒-๒๓ พค. ๒๕๕๑ เพื่อผลัก
ดันการแก้ไขปัญหาการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารนั้น โดยครม.มีมติให้ความเห็น
ร่างแถลงการณ์เมื่อวันที่ ๑๗ มิย. ๒๕๕๑

และอนุมัติให้นายนพดล ลงนามกับฝ่ายประเทศกัมพูชา กับทางยูเนสโกเมื่อวันที่ ๑๘
มิย. ๒๕๕๑ ซึ่งไม่ปรากฏว่า ครม.ได้ให้ข้อมูลหรือจัดให้มีการับฟังความคิดเห็นของ
ประชาชนก่อนลงนาม ดังนั้นมติครม.ดังกล่าวจึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบตาม
ขั้นตอนและวิธีการที่มาตรา 190 กำหนดไว้

คดีมีประเด็นวินิจฉัยอีกว่า ก่อนนำเสนอร่างแถลงการณ์ให้ครม.เห็นชอบนั้น นายนพดล
ได้ตรวจสอบพื้นที่ที่กำหนดในร่างแถลงการณ์ร่วมอย่างถูกต้องหรือไม่

ศาลเห็นว่า เมื่อพิจารณาจากแผนที่แสดงเขตปราสาทพระวิหารตามมติครม.เมื่อวันที่ ๑๐
กรกฎาคม ๒๕๐๕ จะปรากฏแนวสันปันน้ำอยู่ทิศ ตะวันออก และ ตะวันตกของปราสาท
ซึ่งแนวดังกล่าวได้แบ่งเขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชาตามสนธิสัญญาไทย-ฝรั่งเศส พ.ศ.
๒๔๔๖ ซึ่งไทยได้ยึดถือมาโดยตลอด

ดังนั้นแม้แถลงการณ์ร่วมจะไม่กำหนดให้พื้นที่ N.2 และ N.3 เป็นพื้นที่รอบปราสาทพระ
วิหารในลักษณะเดียวกันกับพื้นที่ N.1 แต่ระบุให้พื้นที่นั้นเป็นพื้นที่กันชน หรือ buffer zone
เพื่อกำหนดมาตรการอนุรักษ์คุ้มครองสถานที่ขอขึ้นทะเบียนและให้เป็นพื้นที่ที่ ๒ ประเทศ
จัดทำแผนบริหารจัดการร่วมกัน ก็ย่อมเป็นการให้สิทธิ์ประเทศกัมพูชาเข้ามามีส่วนร่วมใน
การจัดการพื้นที่ที่อยู่เขตแดนและอำนาจอธิปไตยของไทย

ดังนั้น หาก รมว.ต่างประเทศลงนาม เห็นชอบตามมติครม.ก็จะส่งผลผูกพันต่อประเทศไทย
มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของประเทศในพื้นที่ N.1 โดยตรง และมีผลต่อ
อำนาจอธิปไตย ในพื้นที่ N.2 และ N.3 ในส่วนที่อยู่ในอาณาเขตประเทศไทย ซึ่งจะให้
กัมพูชาเข้ามาบริหารจัดการร่วมกัน แม้นายนพดลจะอ้างแถลงการณ์ร่วมข้อ ๕ ที่ระบุว่า

การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกจะไม่กระทบกระเทือนต่อสิทธิในราชอาณา
จักรไทย-กัมพูชาในการกำหนดเส้นเขตแดนของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา
ก็ตาม แต่ประเทศกัมพูชาอาจหยิบกรณีพื้นที่ N.1 ที่ได้ตกลงไว้แล้วตามแถลงการณ์ร่วมมา
เป็นข้ออ้างต่อคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมว่า เป็นพื้นที่ของกัมพูชาภายหลังอีกได้

ดังนั้นการที่นายนพดลนำแถลงการณ์ร่วมและแผนที่แนบท้ายที่ไม่ถูกต้องเสนอต่อครม.จึง
เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และ ส่งผลให้มติครม.เมื่อวันที่ ๑๗ มิย. ๒๕๕๑
ไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน

แม้คดีนี้จะปรากฏข้อเท็จจริงว่า กระทรวงการต่างประเทศเสนอครม.ยกเลิกมติครม. ๓ ฉบับ
กรณีประเทศกัมพูชาขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก และการเห็นชอบร่าง
แถลงการณ์ร่วมวันที่ ๒๗ พค. ๒๕๕๑, วันที่ ๑๗ มิย. ๒๕๕๑ และวันที่ ๒๔ มิย. ๒๕๕๑
โดยครม.มีมติวันที่ ๒๗ พย. ๒๕๕๑ เห็นชอบให้ยกเลิกมติครม.ทั้ง ๓ ฉบับ

ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากได้ปฏิบัติตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวฯของศาลปกครองที่ห้ามนำ มติ
ครม.วันที่ ๑๗ มิ.ย. ๒๕๕๑ ไปใช้ดำเนินการใดๆ และไม่มีการนำมติครม.ไปใช้อ้างอิง ศาล
เห็นว่า แม้มติครม.วันที่ ๑๗ มิย. ๒๕๕๑ ได้ถูกยกเลิกแล้ว แต่ไม่มีการกำหนดระยะเวลา
ยกเลิกว่าให้มีผลเมื่อใด

ขณะที่มติครม. วันที่ ๑๗ มิย. ๕๑ ที่เป็นการเห็นชอบให้นายนพดลลงนามในแถลงการณ์
ร่วมนั้น เมื่อมีการลงนามไปแล้ว ย่อมจะเกิดผลผูกพันทางกฎหมายและมีผลทันทีตาม มติ
ครม.ที่ออกเมื่อวันที่ ๑๗ มิย. ๒๕๕๑ ซึ่งมติดังกล่าวเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับอาณาเขตและ
อำนาจอธิปไตยของไทย ซึ่งอาจมีปัญหาข้อกฎหมาย ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจยกมากล่าว
ได้ว่า ครม. เคยมีมติแล้ว นำไปกล่าวอ้างหรือใช้ประโยชน์ในทางที่ไม่เป็นคุณแก่ประเทศ
ไทย

ศาลจึงพิพากษาให้เพิกถอนมติครม.วันที่ ๑๗ มิย. ๒๕๕๑ ที่เห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วม
และแผนที่แนบท้าย รวมทั้งการเห็นชอบให้นายนพดลลงนามในแถลงการณ์ร่วม โดยให้มี
ผลย้อนหลังไปถึงวันที่ 17 มิ.ย.51 ที่ครม.มติดังกล่าว

และเมื่อศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนมติครม.ดังกล่าวแล้ว ก็จะมีผลให้มติครม.วันที่ ๒๔ มิย. ๕๑
ที่ให้กระทรวงการต่างประเทศแก้ไขถ้อยคำจากคำว่า “ แผนที่ ” เป็น “ แผนผัง ” ทั้งใน
หนังสือของกระทรวงการต่างประเทศและเอกสารที่เกี่ยวข้องต้องสิ้นผลไปด้วย

ทั้งนี้ ศาลยังให้คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวที่ศาลมีไวเมื่อวันที่ ๒๗ มิย. ๒๕๕๑ มีผลต่อไปจน
กว่าคดีจะถึงที่สุดด้วย

Offline overtherainbow

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 2,252
  • Respect: +162
คนใดคิดการร้าย มุ่งหวังประโยชน์ส่วนตน
โดยอาศัยตำแหน่ง
ขอให้ คิดทำการใดก็ขอให้ล้มเหลว

Offline mr.fission

  • Jr. Member
  • **
  • Posts: 63
  • Respect: +21

Offline bird

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 624
  • Respect: +215
เก็บตก นอมินี ๒๕๕๑

กับข้อสงสัยของเพื่อนบางท่าน ที่ว่า มติ ครม ๒๕๕๑ เป็นส่วนหนึ่งของระบอบหรือไม่
ด้วยสติปัญญาอันน้อยนิด คงไม่สามารถให้ความกระจ่างชัดลงไปได้ว่า ใช่หรือไม่

ด้วยสัญชาติญาณการเอาตัวรอดที่ฝังอยู่ในส่วนลึกของทุกชีวิตบนโลกใบนี้ ย่อมมองหา
หนทางหลบหลีกได้ทุก ๆ สถานการณ์

เพื่อเสริมความกระจ่างชัด เพื่อสนับสนุนมุมมองและดุลยพินิจของแต่ละท่าน บทนี้จึงขอ
อนุญาติ เรียบเรียงเหตุการณ์รัฐนอมินีในช่วงเวลาดังกล่าว หวังเพียงว่าจะช่วยเพิ่มมุมมอง
ของทุกท่านให้กว้างยิ่งขึ้น

ภายหลังรัฐนอมินี ๑ เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ รายชื่อ ครม ปรากฎต่อสาธารณชน
ปรากฏชื่อ นพดล และ จักรภพ คนใกล้ชิดใครบางคน ร่วมอยู่ในบัญชีรายชื่อในตำแหน่ง
ผู้บริหารและผู้ช่วย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการต่างประเทศ

จะมีภาวะซ่อนเร้นอะไรหรือไม่ ณ เวลานั้นคงไม่มีผู้ใดคาดคิด คงมีแต่เสียงท้วงติงจาก
กลุ่มมวลชนไม่กี่คน ที่ตั้งข้อสังเกตว่านี้เป็นคำสั่งจากใครบางคนนั้นหรือไม่

ครั้นเมื่อแถลงการณ์ร่วม มิย.๒๕๕๑ ปรากฎเป็นข่าวตามหน้าสื่อมวลชนหลาย ๆ แขนง
ข้อกังขาในพฤติกรรมของคนใกล้ชิดทั้ง ๒ เริ่มรุนแรงขึ้นเป็นวงกว้าง แพร่กระจายไป
อย่างรวดเร็ว ว่า

นั่นเป็นคำสั่งของใครบางคน เพื่อแลกเปลี่ยนกับแหล่งพลังงานที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้พื้น
แผ่นดินอันมีมูลค่ามหาศาลใช่หรือไม่ แถลงการณ์ร่วมครั้งนี้เท่ากับยกอาณาเขตให้กับ
เพื่อนบ้านหรือไม่

คงมิอาจยืนยันความคิดเห็นได้ เพราะเป็นเรื่องใหญ่เกินความรับผิดชอบ

หากลองย้อนดูพฤติกรรมของรัฐนอมินี ในช่วงเวลาที่ผ่านมา

๑๕ กพ. นอมินี ๑ กล่าวไว้หลังเข้าดูงานและรับฟังสรุปแผนยุทธ์ศาสตร์ต่างประเทศ เพื่อ
ตอบคำถามที่ว่า จะเดินทางไปพระวิหารหรือไม่

“ จะให้ไปเที่ยวหรือจะให้ทำอย่างไร เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใช้คำว่า ละเอียดอ่อน ไม่ได้ เรื่อง
ใหญ่โตขนาดนั้น เป็นเรื่องที่ คนที่เขาเจรจาความ เขาเจรจาความกันแล้ว “
( แล้วใครกับใครเจรจากันเล่าท่านนอมินี )

ติดตามมาด้วยคำให้สัมภาษณ์ของนพดล ยืนยันว่าการเดินทางไปเพื่อนบ้านในวันที่ ๓ มีค.
จะมีการหยิบยกประเด็นพระวิหารขึ้นมาพูดคุยด้วย....

คงไม่น่าจะมีอะไรซ่อนเร้น...ถ้า

๒๒ กพ. นอมินี ๑ กลับปฎิเสธการเดินทางดังกล่าว

“ ผมไม่รู้เรื่องนี้ ถ้าจะมีการเจอกัน ผมควรจะต้องรู้ ผมเป็นนาย ก ถ้าจะต้องเจออดีตนาย ก
อย่างน้อยทางโน้นจะต้องแจ้งให้ผมรู้หน่อย นี้ผมไม่รู้เลย ไม่มีการบอก ไม่มีการนัดหมาย
จะบังเอิญอะไรขนาดนั้น ผมคิดว่าไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น “
( แล้วก็บังเอิญอย่างคาดไม่ถึง ปรากฤข่าวใครคนนั้นออกรอบตีกอล์ฟกับเพื่อนบ้าน )

๔ มีค. คำกล่าวของ นอมินี ๑ ภายหลังการเดินทางไปเยือนเพื่อนบ้าน กลับยืนยันว่า ได้มี
การหารือกัน โดยเพื่อนบ้านยืนยันว่าขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาทเท่านั้น

“ ย้ำแล้วย้ำอีก บอกเขาว่า จะขอมาให้ชาวไทยรู้เสียก่อน จะออกแถลงการณ์ผมก็ต้องระวัง
จึงมาแถลงเรื่องนี้ให้ชาวไทยทราบ และจะรอดูว่า จะมีใครพูดจาอะไรอย่างไร เสียหายไหม
เพราะมันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ไทยไม่ขัดข้องที่จะให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เพราะได้
รับคำยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับเขตแดนและไม่เกี่ยวข้องกับแนวเขา ขึ้นทะเบียนตัววิหารเท่านั้น “

สรุปว่า การเดินทางไปเยือนมีการหยิบยกประเด็นขึ้นมาหารือกันจริงตามคำให้สัมภาษณ์ของ
นพดลคนใกล้ชิดจริง แล้วทำไมต้องปฎิเสธในวันที่ ๒๒ กพ.

อันนี้ไม่เข้าใจ...หรือ ท่านไม่ทราบจริง เพราะท่านไม่ได้เป็นผู้เจรจา...ละประเด็นนี้ไว้ก่อน.

คำกล่าวในวันที่ ๔ มีค. นอมินีท่านยังพูดถึงการร่วมลงทุนและแบ่งประโยชน์ร่วมกัน ในการ
พัฒนาเพื่อใช้ประโยชน์จากก๊าซธรมชาติ โดยระบุว่า ได้ให้หน่วยงาน ปตท เข้าสำรวจพื้นที่
เพื่อสร้างท่อส่ง นำก๊าซขึ้นที่ฝั่งเพื่อนบ้าน

๒๒ พค. นพดลประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีเจ้าหน้าที่ยูเนสโก
เข้าร่วมประชุม เนื้อหาการหารือครั้งนี้ ปรากฎรายละเอียดตามแถลงการณ์ร่วมที่นำเสนอแล้ว
ส่วนกรอบการประชุมครั้งนี้ ใครเป็นผู้กำหนด และ มีการเสนอต่อ ครม ต่อสภาตามที่ควรจะ
ปฏิบัติหรือไม่ ไม่ปรากฎเป็นข่าว หรือมีการนำเสนอจากสื่อมวลชนแขนงใด ๆ

๑๗ มิย. มติ ครม เห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมดังกล่าว นั้นย่อมแสดงว่า มีการอนุมัติกรอบ
การเจรจาหารือไว้ก่อนการประชุมเมื่อวันที่ ๒๒ พค. ใช่หรือไม่ จึงใช้เวลาในการพิจารณา
เห็นชอบร่างแถลงการณ์ โดยใช้เวลาไม่ข้ามวัน

๑๘ มิย. นพดลลงนามในแถลงการณ์ร่วม ซึ่งผ่านมติเห็นชอบของ ครม ๑๗ มิย กระแสการ
สูญเสียดินแดน แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว พร้อมๆ กับข่าวอดีตนายกเดินทางเข้าประเทศ
เพื่อนบ้าน เพื่อพักผ่อน ตีกอล์ฟกับคณะผู้บริหารประเทศเพื่อนบ้านอย่างสนิทสนม ข่าวการ
แลกเปลี่ยนผลประโยชน์แพร่กระจาย เริ่มสร้างความกังขาให้กับประชาชนจำนวนไม่น้อย

แท้จริงแล้ว ประเด็นนี้ ใครกันหนอเป็นผู้สั่งการ
ขออนุญาติ ละประเด็นไว้ เป็นภาระของทุกท่าน วิเคราะห์หาคำตอบด้วยดุลยพินิจ

๒๒ มิย. นอมินี ๑ ชี้แจงผ่านสนทนาประสานอมินี ว่าไม่มีการสูญเสียใด ๆ

“ ก็เขาเข้ามาอยู่ตรงนั้น ก็ไม่ได้ดำเนินการอะไร แล้วก็อยู่มาตรงนั้น คราวนี้ภายใน ๒ ปีนี้
จะต้องเอาตรงนั้นออกไป เพราะเป็นพื้นที่ทับซ้อน เขาก็ไปตกลงว่า โอเค ถ้าอย่างนี้ขึ้นทะ
เบียนวันที่ ๕ กค เขาจะขึ้นทะเบียนปราสาทที่อยู่ในเขตของเขานะครับ มันไม่มีสนธิสัญญา
อะไรเกี่ยวข้องกันเลย ”

“ เราทักท้วง เพราะว่าจะเอาพื้นที่รอบปราสาทเขียนมาด้วย บอกไม่ได้ อย่างนี้ไม่ได้
อย่างนี้มันทับซ้อน ก็เจราจาอยู่ พื้นที่ทับซ้อน เราก็ท้วง แล้วก็ท้วงสำเร็จ แปลว่า พื้นที่
ทับซ้อนไม่เอาไปขึ้น ขึ้นเฉพาะตัวปราสาท “

“ ก็เอาของเขาในที่ของเขา ขอบเขตเรียบร้อย นั่นล่ะครับ ไปขึ้นทะเบียน ก็ตกลงกันเท่านี้
เอง เขาก็แถลงการณ์ร่วมว่า ตกลงถ้าจะเอาเฉพาะรอบๆ ตรงนั้น เราก็ไม่ขัดข้อง เขาก็เรียก
Joint Communique ฝรั่งเศสนะครับ มันไม่ใช่สนธิสัญญาอะไรนี่ครับ ตกลงว่า โอเค ที่ของ
เขานะครับ “

ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า แถลงการณ์ร่วมดังกล่าว เป็นสนธิสัญญาตามอนุสัญญา
กรุงเวียนนาว่าด้วยกฏหมายสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๖๙ จึงถือเป็นหนังสือสัญญาตามรัฐูธรรม
นูญ มาตรา ๑๙๐ ที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาพตามมาตรา ๑๙๐ วรรคสอง ท่าน
อดีตนายกกล่าวยืนยันว่า ครม ไม่ต้องรับผิดชอบ ไม่ต้องลาออก เพราะได้พิจารณาอย่าง
รอบคอบแล้ว ไม่ได้จงใจใช้อำนาจขัดรัฐธรรมนูญ โยนว่าเป็นความบกพร่องของรัฐธรรมนูญ

ก็ว่ากันไปตามสนทนาประสานอมินี

อนุสัญญากรุงเวียนนา ว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๖๙ ( Vienna Convention on
the Law of Treaties ) เกิดจากการประมวล หลักกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ
( Customary Interenational Law ) และ หลักกฎหมายทั่วไป ( General Principle of Law )
ว่าด้วยหลักเกณฑ์เกี่ยวกับสนธิสัญญาที่สำคัญเข้าไว้ด้วยก้น และมีการบรรจุหลักเกณฑ์
ใหม่ ๆ ที่เป็นการพัฒนาการที่ก้าวหน้าของกฎหมายเข้าไว้ด้วยกัน

เพื่อเป็นกฎเกณฑ์ในทางกฎหมายระหว่างประเทศเกี่ยวกับสนธิสัญญา ดำเนินการยกร่าง
โดยคณะกรรมาธิการกฎหมายระหว่างประเทศ ( International Law Commission : ILC )
ตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๙๔๙ ( พ.ศ. ๒๔๙๒ ) ยกร่างเสร็จสมบูรณ์ และเปิดให้รัฐต่าง ๆ ลงนาม
ให้สัตยาบันในปี ค.ศ. ๑๙๖๙ ( พ.ศ. ๒๕๑๒ ) และมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม
ค.ศ. ๑๙๘๐ ( พ.ศ. ๒๕๒๓ )

อนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๖๙ มาตรา ๒ (๑) บัญญัติไว้

“สนธิสัญญา” ( Treaty ) หมายถึง “ความตกลงระหว่างประเทศที่ทำขึ้นระหว่างรัฐ เป็น
ลายลักษณ์อักษร และตกอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะประกอบ
ด้วยเอกสารฉบับเดียวหรือสองฉบับหรือมากกว่านั้นขึ้นไป และไม่ว่าจะเรียกชื่อเฉพาะว่า
อย่างไรก็ตาม”

รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๐ วรรคสอง ความว่า

" หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่ง
ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือ มีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญา หรือ ตามกฎหมาย
ระหว่างประเทศ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา
หรือ มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือ สังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง
หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ
ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ในการนี้ รัฐสภาจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภาย
ในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับเรื่องดังกล่าว "

๑๓ กค. อดีตนายกกล่าวในรายการยามเช้า เพื่อบอกเล่าว่าปัญหาพระวิหาร เป็นเรื่อง
การเมือง ชี้แจงถึงต้นเหตุของปัญหาเป็นผลสืบเนื่องมาจากขิงแก่

“......เขาก็ครอบครองปราสาทของเขา ใครเกิดไม่ทันรู้นะครับว่า เราแพ้คดีศาลโลก
ต้องยกปราสาทให้เขาไป พี้นที่ไม่เกี่ยว ยกเฉพาะตัวปราสาท ให้เขาไปเป็นของเขา
ที่เกิดไม่ทัน ๔๕ ปีแล้ว มาแหกปากเรียกร้องบอกต้องเอาคืน ๆ นั้น ต้องพูดกัน ไป
พูดกับพรรคการเมืองที่เขาเก่งกฎหมายเขาจะไปเอาคืน.....”

“....ธรรมดาบ้านเมืองอยุ่กันมาอย่างนี้เรียบร้อย ต้องเข้าใจสิครับว่าให้เขาไป เรียบ
ร้อยอยู่ขอบเขต ตัวปราสาทเป็นของเขา วันหนึ่งเขาอยากจะเอาปราสาทไปขึ้นทะ
เบียน ตรงปราสาทมีบริเวณที่เขาเรียกว่า พื้นที่พิพาท กันอยู่ประมาณ ๔.๖ ตรม.
รอบ ๆ นั้น เราก็บอกของเรา เขาก็บอกของเขา เขาเรียกว่าพื้นที่พิพาท ตัวปราสาท
เป็นของเขา นี่เป็นข้อเท็จจริง

เขาจะเอาไปขึ้นทะเบียนเขาก็เสนอ คนในรัฐต้องรับรู้ รู้ครับ รัฐบาลไหน รัฐบาลพล
เอกสุรยุทธ์ฯ รมต. ว่าการกระทรวงต่างประเทศชื่อคุณนิตย์

เขาประชุมหลายครั้ง ครั้งที่ ๓๑ ประชุมที่ไครส์เชริ์ช เมื่อปีกลายนี้ เขายื่น ทางเราก็
ไปค้าน บอกต้องยื่นด้วยกัน เขาบอกไม่เอาจะยื่นคนเดียว เขาบอกถ้าอย่างนั้นอย่า
เพิ่งยังไม่ตกลงไปตกลงกันวันที่ ๒ กค. ที่คิวเบก แคนาดา แปลว่าเลื่อนประชุม ๑ ปี

ผมไปเยี่ยมนายกรัฐมนตรีฮุนเซน เขาก็ยกเรื่องนี้เข้ามาประชุม กระทรวมหมาดไทย
เขาบอกว่าไม่ได้ ถ้าขึ้นต้องขึ้นด้วยกัน จะให้คืบหน้าก็มาเจรจากัน ต้องขึ้นด้วยกัน
ผมก็ทำอย่างนี้ ตกลงอย่างนี้ ผมไปประชุมเวียงจันทร์ก็เจอท่านนายกฮุนเซน ท่าน
ก็บอกว่าท่านคิดออกแล้ว ท่านจะขึ้นเฉพาะปราสาท ยังหัวเราะกันอยู่ในใจขึ้นเฉพาะ
ปราสาท มรดกโลกไม่มีวันยอม “

๒๐ กค. อดีตนายกกล่าวชีแจงในรายการยามเช้าอนุมานว่า เรื่องทั้งหมดเป็นเพราะ
มรดกโลกเล่นเกม

“ เจอกันที่ประชุม เขาก็ขอเจรจาบอกความว่าเขาติดต่อแล้ว เขาจะขอขึ้นเฉพาะตัว
ปราสาท บอกว่าถ้างั้นก็ลองไปเจรจากันดู ถ้าจะขึ้นเฉพาะตัวปราสาท ถ้ามรดกโลก
เขายอมทำอย่างนั้นให้ก็หมดเรื่อง หมดปัญหา เฉพาะตัวปราสาท เพราะตัวปราสาท
เป็นของเขา ก็ตกลงกันอย่างนั้น เขาก็ไปเจรจา กระทรวงต่างประเทศเขาเป็นเจ้า
ของเรื่อง รัฐมนตรีเขาก็ไป ไม่ได้เจรจากันเอง มรดกโลกเขามานั่งด้วย บอกตกลง
เอานะ ขึ้นเฉพาะปราสาท “

“..กำลังนี้ก็เอาเฉพาะปราสาท ก็ยังไม่ต้องไปยุ่งตรงนั้นอีก ก็เท่านั้นเอง เราก็คิดว่า
ยังไงก็ขึ้นไม่ได้ เพราะมี ๓ ข้อ ต้องอย่างนี้ๆๆ เอ้า ปรากฏว่าเล่นเกมกัน ก็ประเทศ
ใหญ่ ๆ ก็ไม่ได้ปิดบัง คุณปองพลก็เล่าให้ฟังว่า

เขาเตรียมการกันแล้ว เขาเห็นว่าประเทศเราเป็นอย่างนี้ เขาก็เลยเฮละโลไปช่วย
อย่างนั้น ก็เรื่องมรดกโลก ตกลงไปก็ขึ้น ข้อเดียว เขาบอกข้อเดียวขึ้นได้เลย
เนื้อหาสวยงาม ฝืมือดี ขึ้นเลย คุณปองพลยังบ่นเลย บอกอะไรกันเคยต้องใช้ ๓
ข้อ ต้องอย่างโน้นอย่างนี้ ไม่มีข้อแม้ ขึ้นเลย ก็แปลว่า ทางโน้นก็เล่นอะไรไม่
ค่อยชอบมา แต่เราก็บอก เอ้า ก็ตามใจ ก็จบกันแค่นั้น “

จบกันแค่นั้น ดังคำกล่าวของท่าน ท้ายที่สุดภายหลังท่านหมดความหมาย แถลง
การณ์ฉบับนั้น ถือเป็นส่วนประกอบหนึ่งของแฟ้มขอขึ้นทะเบียน เสมือนหนึ่งว่า

ความปราถนาของใครบางคนสัมฤทธิ์ผลแล้ว ผู้รับดำเนินการลาออกพร้อมผลงาน
ชิ้นโบว์แดง ทิ้งไว้แต่ท่านที่ต้องรับศึก คอยตอบคำถามสื่อมวลชนบ้าง ประชาชน
พลเมืองบ้าง กลางสภาบ้าง

ปิดฉากลง ด้วยการเสนอชื่อ นอมินี ๒ เข้าสานต่ออำนาจแทนท่าน
ตามคำสั่งของใครบางคน

Offline weshare

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 656
  • Respect: +112
"จง ใช้ ส ติ และ ปัญ ญา นำ ทาง  มิ ใช่ เงิน ตรา หรือ อำ นาจ"

Offline overtherainbow

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 2,252
  • Respect: +162
 :Love_Love:
เป็นไรจ๊ะ
เงียบไป
หายไป
คนใดคิดการร้าย มุ่งหวังประโยชน์ส่วนตน
โดยอาศัยตำแหน่ง
ขอให้ คิดทำการใดก็ขอให้ล้มเหลว

Offline น้ำตก

  • Member
  • *
  • Posts: 41
  • Respect: +4
เค้าลางมีมานานแล้ว แล้วนับวันมันจะยิ่งเลวร้ายขึ้น
คนที่เคยรักชาติ กลับไม่รัก คนที่เคยนับถือ ก็ไม่นับถือ
มันคืออะไร  มันต้องมีคนริ่เริ่มขึ้นและปลูกฝังความคิด
ใหม่ ๆ ให้กับคนพวกนั้น

Offline overtherainbow

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 2,252
  • Respect: +162
วันนี่มีผู้น่าเคารพ
กรุณาสรุปให้ฟังว่า
 ทักษิณเป็นคนแรก ที่กล้าแก้ผ้าล่อนจ้อนว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นคนดี ไม่จำเป็นต้องมีความเพียร ไม่จำเป็นต้องทนหากินสุจริตก็ได้ ก็ประสบความสำเร็จได้
ทักษิณกล้าแสดงออกอย่างนี้ ไอ้พวกที่เคยเป็น underdog ในสังคมวิญญูชน มันก็เฮ ชอบใจไปนะสิ ที่มี "หัวหน้า" พาเชิดชูความคิดแบบนี้ได้
 พูดกันง่าย ๆ ทักษิณ ก็คือ หัวหน้าคนเลว นะเอง
แอบโขมยมาบอก
อิอิ
คนใดคิดการร้าย มุ่งหวังประโยชน์ส่วนตน
โดยอาศัยตำแหน่ง
ขอให้ คิดทำการใดก็ขอให้ล้มเหลว

Offline paper punch

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 780
  • Respect: +264
กระทู้เต็มเปี่ยมด้วยข้อมูลที่น่าอ่านอีกเช่นเคย ยอดเยี่ยมครับ  :rose_1:
Love changes everything

ราตรีสวัสดิ์(official version)
http://www.youtube.com/watch?v=JFCooDPQZns&feature=related

Offline overtherainbow

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 2,252
  • Respect: +162
แวะมากวาดห้อง
ปัดฝุ่น
ฮ้าดดดเช้ยยย
รู้เรื่องรูปถ่ายมั้ยว่ายังไง
ฝรั่งบอกว่ายูก็ไปถามคนถูกถ่ายด้วยซี ว่า รูปจริงหรือเฟ้ก
คนใดคิดการร้าย มุ่งหวังประโยชน์ส่วนตน
โดยอาศัยตำแหน่ง
ขอให้ คิดทำการใดก็ขอให้ล้มเหลว

Offline bird

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 624
  • Respect: +215
หลายอาทิตย์ที่ห่างหายไป ได้มีโอกาสคัดกรองข้อมูลที่มีอยู่ในมือ ทั้งที่เป็นเอกสาร
ซีดี และ ดีวีดี ที่ได้รับมาจากเพื่อนหลาย ๆ ท่าน ข้อมูลจากเอกสารคงต้องใช้เวลา
ในการคัดกรองมากพอสมควร เพื่อให้ได้ข้อมูลที่แน่ชัดมานำเสนอให้ทุก ๆ ท่านได้
วิเคราะห์ตามดุลยพินิจและวิสัยทัศน์ของแต่ละท่าน

สำหรับ ซีดี และ ดีวีดี นั้นคงมิอาจนำมาเผยแพร่อย่างเป็นกิจลักษณะได้ เนื่องจาก
ลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย และคำร้องขอของผู้บันทึก ในหลาย ๆ สถานการณ์ หลาย ๆ
สถานที่ ซึ่งบางเหตุการณ์ ได้มีการนำเสนอทางสื่อแขนงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น หนังสือ
พิมพ์ โทรทัศน์ และ อินเทอร์เนต

จะมีที่แตกต่างออกไป ก็คงจะเป็นส่วนที่ผู้อยู่ในเหตุการณ์บันทึกไว้ส่วนตัวเท่านั้น
ที่มิได้นำเสนอทางสื่อ แต่ก็มิอาจนำมาเผยแพร่ได้ ความรู้สึกของผู้ที่อยู่หลังเลนส์
ในขณะบันทึกภาพเหล่านั้น ยากที่จะบรรยายให้ทุกท่านได้เข้าใจ ได้รับรู้ น้ำตาของ
คนหลังเลนส์ ในขณะบันทึกภาพ

มิใช่เพราะความกลัว แต่เป็นหยาดน้ำตาที่ต้องบันทึกภาพ คนไทยทำร้ายคนไทย
ด้วยกัน เสมือนหนึ่งว่าเป็นศัตรุที่โกรธเกลียดกันมาแต่ชาติปางก่อน

ผู้นำเสนอ คงทำได้แต่เพียงถ่ายทอดเป็นตัวหนังสือที่ออกมาจากปลายนิ้ว และ
ความรู้สึกของตัวผู้นำเสนอเอง ที่ได้รับรู้เหตุการณ์เหล่านั้น ด้วยความรู้สึก หดหู่
สลดใจ พร้อมด้วยคำถามที่เกิดขึ้นในใจว่า

เหตุใด คนชาติเดียวกัน ถึง หยิบอาวุธขึ้นมาประหัตประหารกันได้ถึงเพียงนี้

เหตุใด คนชาติเดียวกัน ถึง แตกแยกกันได้ถึงเพียงนี้

เหตุใด คนบางกลุ่ม ถึงลุกขึ้นมาเผาบ้านเผาเมืองของตนเองได้เพียงนี้


Offline bird

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 624
  • Respect: +215
ม็อบ ม็อบ ม็อบ...

ก่อนเข้าเนื้อหาสาระเรื่องราวของกลุ่มมวลชนจำนวนหนึ่งที่รวมตัวกันภายใต้แกนนำ
ด้วยคำกล่าวอ้างที่ว่า “ เรียกร้องสิทธิ ความเป็นธรรม เพื่อให้ได้ประชาธิปไตยที่แท้จริง
โดยไม่สนใจว่าการกระทำนั่น ๆ ได้ส่งผลกระทบต่อสังคมส่วนรวมมากน้อยเพียงใด
หรือที่เรียกกันว่า “ ม็อบ “ ขออนุญาตเกริ่นนำเรื่องราวของ ม็อบ ไว้พอสังเขป

พจนานุกรมไทย ได้ให้ความหมายของคำว่า “ ม็อบ “ ไว้ ความว่า

ม็อบ “ หรือ ภาษาอังกฤษ MOB เป็นคำนาม หมายถึง กลุ่มชน, ฝูงชนจำนวน
มากที่รวมตัวกันเพื่อเรียกร้อง หรือ คัดค้านอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ม็อบคัดค้าน
โครงการสร้างท่อแก็ส  ม็อบคัดค้านการสร้างเขื่อนกั้นน้ำ หรือ ม๊อบต่อต้านการ
คอร์รัปชั่น  เป็นต้น

ส่วน “ ม็อป “ หรือ ภาษาอังกฤษ MOP  ออกเสียงคล้ายกัน ทั้งภาษาไทยและ
ภาษาอังกฤษ แต่ความหมายต่างกันอย่างมาก ม๊อป คำนี้ เป็นคำนามเช่นเดียวกัน
หมายถึง ไม้ถูพื้น อันนี้คงไม่ต้องยกตัวอย่างประกอบแต่อย่างใด

ประท้วง “  เป็นกริยา หมายถึง การกระทำหรือการแสดงกริยาคัดค้านเพราะ
ไม่เห็นด้วย หรือไม่พอใจอย่างยิ่ง เช่น การประท้วงขอขึ้นค่าแรง ประท้วงขอขึ้นค่า
โดยสาร  อดข้าวประท้วง เป็นต้น

ส่วนคำว่า “ ปฎิวัติ “ คงต้องขออนุญาติที่จะไม่กล่าวถึง อย่าหาว่าลำเอียงหรือ
๒ มาตราฐานเลย หากพูดถึงคำนี้คงมีเรื่องให้นำเสนอไม่จบไม่สิ้น เพราะต้องสาวลึก
ไปถึงปี ๒๔๗๕  ซึ่งผู้นำเสนอไม่มีความสามารถที่จะกระทำได้ ด้วยวัยวุฒิคงทำได้
เพียงสืบค้นจากเอกสารทางประวัติศาสตร์ และคำอ้างอิงจากนักวิชาการเท่านั้น

ย้อนกลับมาที่ " ม็อบ "

ในประวัติศาสตร์การเมืองของไทย ม๊อบ เกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้ง และ เกิดขึ้นเพื่อ
หลายวัตถุประสงค์ เช่น ม็อบคัดค้านโครงการท่อส่งก๊าซ อำเภอจะนะ ซึ่งเคยนำเสนอ
ให้ทุกท่านได้รับทราบมาแล้ว ในหัวข้อ "เสียงจากอำเภอจะนะ" เกิดขึ้นในยุครัฐบาล
พ่อแม้ว หรือ ม็อบที่ต่อสู้เพื่อคัดค้านการคอร์รัปชั่นกรณีเขื่อนราษีไศล เกิดขึ้นในยุค
รัฐบาลพ่อจิ๋ว







นอกจากนี้ยังมีม็อบครู เมื่อครั้งรัฐมีนโยบายปฏิรูประบบครูในยุครัฐบาลพ่อแม้ว จะว่า
ไปแล้ว เหตุการณ์ครั้งนี้ก็น่าสนใจมิใช่น้อย เอาไว้จะหาโอกาสเหมาะ ๆ นำเรื่องราว
มาให้ทุกท่านได้วิเคราะห์  ยังมีม็อบที่ร่วมกันต่อสู้คัดค้านการปิดโรงงาน หรือ เพื่อ
เรียกร้องให้มีการปรับเพิ่มค่าแรง สวัสดิการ และ โบนัส ดังที่เป็นข่าวตามสื่อต่าง ๆ

ซึ่งม็อบแต่ละม็อบ จะมีส่วนที่คล้ายคลึงกัน นั่นคือ บรรดาแกนนำที่ยืนหยัดต่อสู้ร่วม
กับมวลชนจนวินาทีสุดท้าย  การต่อสู้จะมีแนวทางที่แน่นอน และ มีจุดยืนที่ชัดเจน
ทั้งแกนนำและผู้ที่เข้าร่วมมีความต้องการ เรียกร้องไปในทิศทางเดียวกัน อยู่ร่วมกัน
อย่างตามมีตามเกิด เหล่าแกนนำจะกินนอนร่วมกันผู้ที่ร่วมอุดมการณ์

แกนนำจะปราศรัยไปในลักษณะให้ความรู้แก่ผู้ร่วมชุมนุม กล่าวแต่สิ่งที่เป็นความจริง
มีหลักฐานอ้างอิงได้ กล่าวในสิ่งที่แกนนำให้ความพยายามในการสืบค้นเพื่อนำความ
จริงมาเปิดเผยให้ผู้เข้าร่วมได้รับรู้ ที่สำคัญ จะไม่มีคำหบายคาย คำสบถ เหมือนม็อบ
ในยุคปัจจุบัน ไม่มีคำขู่ หรือ ตามล่าหมายทำร้ายฝ่ายตรงข้ามแต่อย่างใด



การเดินทางเพื่อร่วมชุมนุมก็เช่นกัน ต่างคนต่างเดินทางมา หอบผ้าหอบผ่อน ขึ้นรถ
ไฟ รถทัวร์ แล้วแต่ว่าใครจะสะดวกเช่นไร หุงหาอาหารกันตามแต่จะหาได้ การชุม
นุมประท้วงก็จะไม่ละเมิดสิทธิของสังคมส่วนรวม ไม่มีการปิดกั้น หรือ กีดขวางการ
จราจรแต่อย่างใด

ม็อบในช่วงปี ๒๕๕๒ และ ๒๕๕๓ มีลักษณะที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ในทุกด้าน
เริ่มจากการเดินทางเข้าร่วมการชุมนุมที่มีทั้งรถกระบะ รถส่วนตัวยี่ห้อหรู รถบัสติดแอร์
หลายสิบคัน อีกทั้งอาหารการกิน ก็แสนจะสะดวกสบาย อาหารกล่อง โรงครัว เครื่อง
ดื่มสารพัดชนิดให้เลือกตามอัธยาศัย ห้องน้ำและสุขา ก็จัดหากันตามสถานที่นั้น ๆ
ไม่ว่าจะเป็นท่อระบายน้ำ ท่อน้ำดับเพลิง เป็นต้น





เหล่าบรรดาแกนนำก็ใช่ย่อย ขึ้นปราศรัยบอกเล่าความจริงเพียงครึ่งเดียว กล่าวอ้าง
แต่ความเท็จ เฉพาะสิ่งที่ต้วเองได้ประโยชน์ ผูกโยงเหตุการณ์ต่าง ๆ ให้กลายเป็น
ประเด็นเดียวกัน ปราศรัยซ้ำไปซ้ำมา เหมือนการสะกดจิต จนผู้เข้าร่วมชุมนุมเกิด
ความเชื่อว่า สิ่งที่เหล่านั้นเป็นเรื่องจริง

แล่ะที่ขาดไม่ได้ คือ คำหยาบคาย คำสบถ การกล่าวร้ายผู้ใหญ่ ด้วยกริยาจาบจ้วง
ที่ไม่น่าจะหลุดออกมาจากปากของท่านผู้ทรงเกียรติทางสังคม

สิ่งที่แตกต่างกันอีกประเด็น เหล่าแกนนำม็อบในยุคก่อน ๆ ก็ไม่ได้เป็นเศรษฐีระดับ
สิบล้าน ร้อยล้าน เหมือนในปัจจุบัน ที่บรรดาแกนนำล้วนมีฐานะในระดับขั้นเศรษฐี
ร้อยล้าน ในขณะที่ ผู้เข้าร่วมการชุมนุม ยังคงยากจนอยู่เช่นเดิ่ม หรือที่เค้าเรียกว่า
สู้แล้วรวย ก่อม็อบแล้วรับทรัพย์ จะเป็นจริงดังว่า



การชุมนุมของมวลชนกลุ่มหนึ่งที่เกิดขึ้นในช่วงปี ๒๕๕๒ และ ๒๕๕๓  ภายใต้คำ
กล่าวอ้างเพื่อเรียกร้องความยุติธรรม โดยสันติอสิงหา ปราศจากอาวุธ

หากแต่พฤติกรรมที่แสดงออกต่างจากคำกล่าวอ้างอย่างสิ้นเชิง

การชุมนุมที่ดำเนินไปโดยไม่สนใจว่าจะส่งผลกระทบต่อสังคมส่วนรวมอย่างไร
ประเทศชาติจะเสียหายมากน้อยแค่ไหน

นี่หรือ คือ การชุมนุมเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย ....


Offline bird

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 624
  • Respect: +215
เก็บตก หวยบนดิน (๑)

คดีหวยบนดิน ปิดฉากไปแล้ว อาจจะถูกใจบางท่าน ไม่ถูกใจบางท่าน คงไม่ย้อน
กลับไปกล่าวถึงในประเด็นนั้น  แต่อยากนำข้อมูลบางอย่างที่เคยเผยแพร่ในเว็บ
ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในปัจจุบันข้อมุลดังกล่าวได้สูญหายไปกับกาลเวลา
แต่ก่อนจะเข้าสู่ประเด็นเนื้อหา ขออนุญาตินำประกาศประชาสัมพันธ์ของหน่วยงาน
รัดทะบานยุคแม้วครองเมือง มาแปะไว้

Quote
ศอธอ มอบทุนในโครงการเขียนเรียงความสำหรับเด็กและเยาวชน หมดเขต ๓ ต.ค. ๔๘

โพสต์เมื่อ: 17:29 วันที่ 29 ส.ค. 2548         

กิจกรรมสำคัญที่ดำเนินการ

ในการดำเนินโครงการเขียนเรียงความสำหรับเด็กและเยาวชนเพื่อขอรับทุนการศึกษา
ตามนโยบายของรัฐบาลนั้น กระทรวง.....ดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ดังนี้

1. การประกาศเชิญชวนเด็กและเยาวชนเขียนเรียงความ กระทรวงศึกษาธิการประกาศ
เชิญชวนเด็กและเยาวชนทั่วประเทศเขียนเรียงความเพื่อขอรับทุนการศึกษาตั้งแต่วันที่
1 กันยายน ถึงวันที่ 3 ตุลาคม 2546 มีผู้ส่งเรียงความจำนวนทั้งสิ้น 423,443 ฉบับ  โดย
จำแนกเป็น

- ระดับอนุบาล 1,319 ฉบับ
- ระดับประถมศึกษา 229,957 ฉบับ
- ระดับมัธยมศึกษา 162,359 ฉบับ
- ระดับอาชีวศึกษา 18,034 ฉบับ
- ระดับอุดมศึกษา 11,485 ฉบบ
- หลักสูตรวิชาชีพ 289 ฉบับ

2. การจัดทำเกณฑ์ในการพิจารณาเรียงความและแบ่งกลุ่มเด็ก กระทรวงจัดทำเกณฑ์
ในการแบ่งกลุ่มเด็กและเยาวชนเพื่อรับทุนการศึกษา โดยใช้ตัวชี้วัดทางสังคม อันบ่งชี้
ถึงภาวะเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับเด็กในอนาคต เช่น  ปัญหายาเสพติด  ปัญหาความรุนแรง
ในครอบครัว ปัญหาสุขภาพ  รวมทั้งพิจารณาจากฐานทรัพยากรของแต่ละครอบครัว
เช่น ศักยภาพของครอบครัว การงาน รายได้ที่เพียงพอแก่การยังชีพ และการเกื้อกูล
ของเครือญาติและแบ่งกลุ่มเด็กและเยาวชนเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

กลุ่มที่  1   กลุ่มที่ประสบปัญหาความรุนแรงซ้ำซ้อน ต้องได้รับความช่วยเหลือเร่งด่วน
โดยพิจารณาจากสภาพของปัญหาเด็กและเยาวชน ทั้งในระบบและนอกระบบการศึกษา
ที่มีฐานะยากจนรุนแรง ไม่มีงานทำ ขาดรายได้ที่เพียงพอแก่การยังชีพ เด็กและเยาวชน
ในครอบครัวอยู่ในสภาวะยากลำบากรุนแรง ถูกทอดทิ้ง ไม่มีผู้อุปการะ อันเนื่องจากบิดา
มารดา ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งคู่เสียชีวิต ร่างกายทุพพลภาพ เจ็บป่วยเรื้อรังเป็นเวลานาน
จนไม่สามารถหาเลี้ยงครอบครัวได้ ต้องโทษจำคุก ติดเชื้อเอดส์หรือป่วยด้วยโรคเอดส์
หรือ ออกจากบ้านไปเป็นเวลานาน และ ไม่เคยกลับมาดูแลครอบครัว ทำให้เด็ก และ
เยาวชนกลุ่มนี้ต้องอยู่โดดเดี่ยวลำพัง และต้องทำงานรับจ้าง เพื่อหาเลี้ยงตนเอง และ
ครอบครัวด้วยตนเอง

กลุ่มที่  2   กลุ่มที่ครอบครัวยากจน มีปัญหาทางสังคมสูง แต่มีความสามารถในการพึ่ง
ตนเอง ได้ในระดับหนึ่ง โดยพิจารณาจากสภาพปัญหาที่ครอบครัวเผชิญทั้งปัญหาทาง
เศรษฐกิจ ปัญหาทางครอบครัว ปัญหายาเสพติด และปัญหาสุขภาพ แต่บิดามารดาฝาย
ใดฝ่ายหนึ่ง ยังมีความสามารถในการทำงาน และ หาเลี้ยงครอบครัวได้ในระดับหนึ่ง
มีรายได้ที่อาจไม่สม่ำเสมอ ไม่แน่นอน มีความช่วยเหลือจากเครือญาติบ้างแต่ไม่ยั่งยืน
เด็กและเยาวชน ในกลุ่มนี้เผชิญปัญหาที่ไม่ซับซ้อนเท่าเด็กและเยาวชนในกลุ่มแรก
แต่หากไม่ได้รับความช่วยเหลือก็อาจกลายเป็น กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเข้าสู่ภาวะ
ยากลำบากรุนแรงต่อไป

กลุ่มที่  3   กลุ่มที่ครอบครัวยากจน แต่ยังคงมีฐานความพร้อมในการสนับสนุน และไม่
เผชิญปัญหารุนแรงเท่า 2 กลุ่มแรก โดยพิจารณาจากฐานะทางเศรษฐกิจที่ยากจน มี
ความยากลำบากในการดำเนินชีวิต ส่วนใหญ่มีอาชีพเป็นเกษตรกร งานรับจ้างรายวัน
มีรายได้แต่ไม่สม่ำเสมอ แต่ยังคงมีฐานทรัพยากรบางด้านหนุนช่วย และ ให้การสนับ
สนุนได้บ้าง เช่น ญาติพี่น้อง หรือยังคงมีความสามารถในการเข้าถึงทรัพยากรบางด้าน
ของภาครัฐและภาคเอกชน เด็กและเยาวชนกลุ่มนี้จะเผชิญปัญหาจากความยากจนเป็น
พื้นฐานแต่ไม่ได้เผชิญปัญหาในครอบครัวหรือปัญหาทางสังคมเท่า 2 กลุ่มแรก

3. การกลั่นกรองเรียงความ กระทรวงได้ตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองเรียงความ ประกอบ
ด้วยครู/อาจารย์ นิสิต นักศึกษา จากมหาวิทยาลัย สถาบันราชภัฏ นักเรียนอาชีวศึกษา
นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย จากสถานบันต่าง ๆ จำนวนประมาณ 800 คน ใช้ระยะ
เวลาในการอ่านและ พิจารณาเรียงความที่ส่งเข้ามารวมทั้งสิ้น 20 วัน โดยร่วมอ่านและ
พิจารณากลั่นกรองเรียงความตามศูนย์ปฏิบัติการพิจารณาเรียงความ จำนวน 5 ศูนย์ คือ

- ศูนย์สถาบันพัฒนาผู้บริหารการศึกษา วัดไร่ขิง จังหวัดนครปฐม
- ศูนย์โรงเรียนวิมลพาณิชยการศรีย่าน
- ศูนย์โรงเรียนพาณิชยการราชดำเนิน
- ศูนย์โรงเรียนไทยบริหารธุรกิจพาณิชยการ
- ศูนย์โรงเรียนวัดราชบพิธ

ในการอ่านเรียงความนั้น คณะกรรมการได้รับค่าตอบแทน วันละ 250 บาท ในช่วงต้น
และได้เพิ่มงบประมาณให้อีกคนละ 100 บาทต่อวัน รวมเป็นคนละ 350 บาทต่อวัน

ขั้นตอนในการพิจารณากลั่นกรอง มีดังนี้

1. ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้เขียนเรียงความตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด คือเป็นเด็กและ
เยาวชนที่มีอายุไม่เกิน 25 ปี และมีรายได้ของครอบครัวไม่เกิน 100,000 บาท ต่อปี

2. อ่านเรียงความประกอบกับการพิจารณาแบบประวัติ และวิเคราะห์ความยากจน โดย
ใช้ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจร่วมกับตัวชี้วัดทางสังคม และแบ่งกลุ่มความยากจน เป็น 3 กลุ่ม

- กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มที่ประสบปัญหารุนแรงซ้ำซ้อน ต้องได้รับความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน
- กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่ครอบครัวยากจน มีปัญหาทางสังคมสูง แต่มีความสามารถในการ
พึ่งตนเองได้ในระดับหนึ่ง
- กลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มที่ครอบครัวยากจน แต่ยังคงมีฐานความพร้อมในการสนับสนุน และ
ไม่เผชิญปัญหารุนแรงเท่าสองกลุ่มแรก

4. การประกาศรายชื่อเด็กและเยาวชนที่ได้รับทุนการศึกษา และค่าตอบแทนการเขียน
เรียงความกระทรวงได้ประกาศรายชื่อเด็กและเยาวชนที่ได้รับทุนการศึกษาและค่าตอบ
แทนการเขียนเรียงความ ดังนี้

4.1 ประกาศรายชื่อเด็กและเยาวชนกลุ่มที่ 1 ที่ได้รับทุนการศึกษา เมื่อวันจันทร์ ที่ 27
ตุลาคม 2546 ทางเว็บไซต์ของกระทรวงศึกษาธิการ (http://www.moe,go,th) สำนักบริ
หารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (http://www.opec.go.th)  สำนักงาน
สลากกินแบ่งรัฐบาล (http://www.glo.go.th) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสื่อมวล
ชนอื่น ๆ เช่น หนังสือพิมพ์ เป็นต้น นอกจากนี้ได้แจ้งรายชื่อผู้ได้รับทุนการศึกษายัง
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และหน่วยงานต้นสังกัดของผู้ได้รับทุนโดยตรงอีกด้วย

4.2 ประกาศรายชื่อเด็กและเยาวชนกลุ่มที่ 2 ที่ได้รับทุนการศึกษา เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม
2546 ทางหนังสือพิมพ์มติชน และ หนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับวันที่ 15 ธันวาคม 2546 )
ฉบับวันที่ 15-19 ธันวาคม 2546และทางเว็บไซต์ของกระทรวงศึกษาธิการ (http://www.
moe.go.th) และได้แจ้งข้อมูลไปยังหน่วยงานต้นสังกัดของเด็กและเยวาชนที่ได้รับทุน
การศึกษา

4.3 ประกาศรายชื่อเด็กและเยาวชนกลุ่มที่ 3 ที่ได้ค่าตอบแทนการเขียนเรียงความ เมื่อ
วันที่ 31 มกราคม 2547 และทางเว็บไซต์ของกระทรวง  (http://www.moe.go.th) และ
ได้แจ้งข้อมูลไปยังหน่วยงานต้นสังกัดของเด็กและเยาวชน ที่ได้รับค่าตอบแทนการ
เขียนเรียงความ ทั้งสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการ
อุดมศึกษา และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกแห่ง เพื่อติดประกาศรายชื่อเด็กและ
เยาวชนดังกล่าว นอกจากนี้ยังได้ประชาสัมพันธ์ข้อมูลการประกาศรายชื่อทางสื่อต่าง ๆ
ทั้งหนังสือพิมพ์ สถานีวิทยุ ตัววิ่งในรายการต่าง ๆ ทางสถานีโทรทัศน์


5. การขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลและการโอนงบ
ประมาณให้แก่เด็กและเยาวชน

ในการดำเนินการขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล และ
การโอนงบประมาณให้แก่เด็กและเยาวชน ในโครงการเขียนเรียงความสำหรับเด็กและ
เยาวชน เพื่อขอรับทุนการศึกษาตามนโยบายของรัฐบาลนั้น กระทรวงศึกษาธิการได้ดำ
เนินการในช่วงเวลา


Offline bird

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 624
  • Respect: +215
เงินบริจาคเหล่านี้อยู่ที่ใคร

ขอแวะพักริมข้างทางสักนิด บังเอิญว่าระหว่างจัดเรียงเอกสารเพื่อคัดกรองข้อมูลช่วงการ
ชุมนุมครั้งสุดท้ายและครั้งสุดท้ายของครั้งสุดท้าย สายตาเหลือบไปเห็นเอกสารชุดหนึ่ง
ประมาณ ๘ แผ่น  ข้อความที่ปรากฏอยู่สะดุดตา สะกิดความสงสัยขึ้นมาในโสตประสาท
ทันใด ก็ข้อมูลที่ปรากฎอยู่นั้นคือ รายละเอียดเงินบริจาคจากรายได้ขายหวยบนดิน ๒ ตัว
๓ ตัว ในยุคแม้วครองเมือง ดังนี้

Quote
สรุปยอดเงินบริจาคจากโครงการสลากแบบเลขท้าย ๓ ตัว และ ๒ ตัว
(รายได้สุทธิ ๗๒ งวด เป็นเงินทั้งสิ้น  ๒๘,๒๖๗,๖๖๖,๓๖๙.๓๖)

01)  ทุนการศึกษาเด็กโครงการเขียนเรียงความ งวดที่ 1 = 125,000,000.00
02)  สัปดาห์วิทยาศาสตร์  =  35,500,000.00
03)  ทุนการศึกษาเด็กโครงการเขียนเรียงความ งวดที่ 2  =  400,590,000.00
04)  โครงการอ่าน เขียน เรียน เที่ยว  =  10,000,000.00
05)  โครงการทุนการศึกษาต่อของนักเรียนระดับอุดมศึกษา  =  50,113,732.00
06)  โครงการเสริมความรู้และสร้างรายได้นักเรียนในระหว่างปิดภาคฤดูร้อน  =  10,000,000.00
07)  โครงการแก้ไขปัญหาเด็กยากจนที่ได้รับผลกระทบจากโรคเอดส์  =  600,000.00
08)  โครงการแก้ไขปัญหาเด็กยากจนที่ได้รับผลกระทบจากโรคเอดส์  =  289,626,730.00
09)  โครงการแก้ไขปัญหาเด็กยากจนที่ได้รับผลกระทบจากโรคเอดส์  =  195,072,737.00
10)  โครงการทุนการศึกษาแก่ลูกผู้มีรายได้น้อย ระยะที่ 1  =  773,000.00
                        
11)  ทุนการศึกษาเด็กโครงการเขียนเรียงความ งวดที่ 3  =  402,519,000.00
12)  โครงการ “หนึ่งอำเภอหนึ่งทุน”  =  446,469,420.00
13)  ทุนการศึกษาแก่ลูกผู้มีรายได้น้อย  =  2,000,000.00
14)  ทุนการศึกษาแก่ลูกผู้มีรายได้น้อย  =   470,227,000.00
15)  ทุนการศึกษาแก่นักเรียนไทยที่ศึกษา ณ ประเทศสหพันธรัฐรัสเซีย  =  11,340,000.00
16)  โครงการเขียนเรียงความสำหรับเด็กและเยาวชนด้อยโอกาส  =  402,519,000.00
17)  โครงการประชาสัมพันธ์งานและพัฒนายุทธศาสตร์ สำหรับแก้ไขปัญหาเด็กยากจนและ
เด็กด้อยโอกาส  =  31,000,000.00
18)  ทุนการศึกษาบุตรธิดาอาสาสมัครสาธารณสุข  =   2,000,000.00
19)  ทุนการศึกษาแก่บุตร-ธิดาผู้ทำประโยชน์แก่สังคมและราชการ  =   526,221,000.00
20)  พิธีมอบทุนสนับสนุนการศึกษาในส่วนของต่างจังหวัด  =   600,000.00
                        
21)  โครงการทุนการศึกษาแก่ลูกผู้มีรายได้น้อย ระยะที่ 1 (1 อำเภอ 1 ทุน)  =  186,297,575.00
22)  ทุนการศึกษาแก่ลูกผู้มีรายได้น้อย ครั้งที่1  =  1,691,773,173.00
23)  ทุนการศึกษาแก่ลูกผู้มีรายได้น้อย ครั้งที่2  =    8,950,000.00
24)  ทุนการศึกษาต่อของนักเรียนจากทุกอำเภอและกิ่งอำเภอระดับอุดมศึกษา = 4,521,067.00
25)  ทุนการศึกษาของนักเรียนระดับอุดมศึกษา  =  276,360,892.00
26)  ทุนการศึกษาของนักเรียนจากทุกอำเภอและกิ่งอำเภอ  =   3,463,308.00
27)  โครงการบัณฑิตเพื่อความมั่นคง  =  1,374,000.00
28)  โครงการแก้ไขปัญหาเด็กที่ได้รับผลกระทบ เด็กด้อยโอกาส  =   49,700,000.00
29)  ทุนการศึกษาแก่ลูกผู้มีรายได้น้อยแก้ไขปัญหาเด็กเร่ร่อน  =  120,348,960.00
30)  ทุนการศึกษาโครงการเขียนเรียงความสำหรับเด็กและเยาวชน     =  798,499,960.00
                        
31)  ทุนการศึกษาแก่ลูกผู้มีรายได้น้อย งวดที่ 3  =   852,584,110.00
32)  โครงการแก้ไขปัญหาเด็กยากจนและเด็กด้อยโอกาส  =  9,496,000.00
33)  ทุนการศึกษาแก่บุตร-ธิดาผู้ทำประโยชน์ต่อสังคมและราชการ  =  317,355,680.00
34)  โครงการ “หนึ่งอำเภอหนึ่งทุน”  =  91,227,307.00
35)  โครงการ “หนึ่งอำเภอหนึ่งทุน”  =    9,778,067.00
36)  โครงการ “หนึ่งอำเภอหนึ่งทุน”  =  3,463,308.00
37)  โครงการแก้ไขปัญหาเด็กพิการ เด็กเร่ร่อน และเด็กที่ได้รับผลกระทบจากปัญหา
โรคเอดส์   =  19,102,290.00
38)  ค่าใช้จ่ายจัดงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์ ประจำปี 2548  =   35,000,000.00
39)  ค่าใช้จ่ายโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน ประจำเดือนกันยายน 2548  =  385,091,348.00
40)  ทุนการศึกษาแก่นักเรียนไทยที่ศึกษา ณ ประเทศสหพันธรัฐรัสเซีย  =   3,024,000.00
                        
41)  โครงการ “โรงเรียนแกนนำจัดการเรียนร่วมระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานสำหรับ
บุคคลออทิสติก”  =  2,424,114.00                        
42)  ค่าใช้จ่ายกระบวนการคัดเลือกผู้รับทุนโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน รุ่นที่ 2  =  44,065,000.00
43)  ทุนการศึกษาแก่ลูกผู้มีรายได้น้อย ปี 2548  ( งวดที่ 1 )  =   1,590,320,300.00
44)  ทุนการศึกษาแก่บุตร-ธิดาผู้ทำประโยชน์ต่อสังคมและราชการงวดที่ 1 สำหรับ
ทุนการศึกษาปี 2548  =   606,667,840.00
45)  ทุนการศึกษาต่อของนักเรียนจากทุกอำเภอและกิ่งอำเภอระดับอุดมศึกษา  =  4,513,391.00
46)  ทุนการศึกษาต่อของนักเรียนจากทุกอำเภอและกิ่งอำเภอระดับอุดมศึกษา =  273,437,422.29
47)  โครงการแก้ไขปัญหาเด็กยากจนและเด็กด้อยโอกาสโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน
รุ่นที่ 2 ปี 2549  =   88,013,264.50                      
48)  ทุนการศึกษาแก่บุตร-ธิดาผู้ทำประโยชน์ต่อสังคมและราชการปี 2548 (งวดที่ 2)  = 2,170,034,540.00
                        
รวมสุทธิ    13,059,058,535.79   (หนึ่งหมื่นสามพันห้าสิบเก้าล้าน.....บาท)
 

ประเด็นที่น่าสนใจแบบกวน ๆ   เช่น
 
- ยอดรายได้มีจุดทศนิยม ๓๖ สตางค์ เป็นไปได้หรือ ใครจะบ้าซื้อหวยบนดินด้วยเศษสตางค์
- ยอดเงินบริจาคมีจุดทศนิยม ๗๙ สตางค์ โอ้..แม่เจ้าจ่ายค่าอะไรเนี้ย
- รายการที่ ๑๑ และ รายการที่ ๑๖ อันเนี้ยรายการบริจาคซ้ำซ้อนหรือป่าว
- ค่าใช้จ่ายสัปดาห์วิทยาศาสตร์ ตั้ง ๓๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท มีรายละเอียดประกอบมั้ยเนี้ย
- รายชื่อของผู้รับทุนในโครงการต่าง ๆ เนี้ย ตรวจสอบได้จากที่ไหนหนอ
- ยอดรายได้ ๒๘,๒๖๗ หมื่นล้าน แต่ยอดบิรจาค ๑๓,๐๕๙ หมื่นล้าน แล้วเงินที่เหลือหล่ะ

ก็แค่คำถามกวน ๆ อย่าไปให้สาระมากมายนัก

ที่น่าสนใจอีกประเด็น คือ ข้อความจากหนึ่งในผู้ที่อ้างว่าได้รับทุนโครงการเขียนเรียงความ
ขออนุญาติคัดลอกมาบางส่วน

Quote
ผมได้รับทุนการศึกษาจากโครงการเขียนเรียงความฯ และขณะนี้ไม่ได้รับเงินทุนการศึกษา 
จากโครงการเขียนเรียงความฯ ของทางรัฐบาลเลย และไม่ได้รับเงินทุนการศึกษามาจำนวน
3 ภาคเรียนแล้ว ได้แก่ ภาคเรียนที่ 1/2548 , 2/2548 และ 1/2549  ซึ่งในระดับอุดมศึกษา
ทางโครงการจะต้องให้ทุนการศึกษาปีละ 20,000 บาท

โดยผมได้โทรศัพท์ไปทวงถามด้วยตนเองในช่วงปลายเดือน กุมภาพันธ์ 2549  และทาง
เจ้าหน้าที่ผู้รับสายได้ให้ข้าพเจ้าสะกดชื่อตนเอง รับเรื่องไว้ และจะติดต่อกลับมาช่วงตอน
บ่ายของวันเดียวกัน รออยู่นานมาก ทางเจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้โทรติดต่อกลับมา แต่อย่างใด
จึงโทรติดต่อไปอีกครั้งด้วยตนเอง

เจ้าหน้าที่คนเดิมรับสาย ผมได้ทวงถามว่า  เรื่องที่รับไว้ ติดตามไว้ บอกว่าจะโทรติดต่อ
กลับมา ได้รับตำตอบจากเจ้าหน้าที่คนเดิมว่า ?  เรื่องอะไร ไม่รู้เรื่อง จำไม่ได้แล้ว? และ
อ้างต่างๆ นาๆ  ด้วยความอิดออดว่า งานมาก ยังไม่ได้ทำเลย และ บอกว่า

ยังไงเงินทุนการศึกษาได้รับแน่ๆ แต่ไม่รู้เมื่อไหร่ ! ! !
 
และหลังจากนั้นก็ได้โทรไปติดตามอีกครั้งในช่วงเดือนมีนาคม และ เมษายน  2549
ก็ได้รับคำตอบแบบเดิมๆ ครับว่า ยังไม่ได้ทำ ยังไม่ได้ตามให้ และบ่ายเบี่ยง บวกกับ
อิดออดไปต่างๆ นาๆ ……

Quote
.....ผู้ปกครองของผม จะเดินทางไปเพื่อขอเข้าพบด้วยตนเอง คุณอัมภาพันธ์ ก็บอก
ว่า จะไม่อนุญาตให้เข้าพบ  ไม่อยู่  ไม่ต้องมาให้เสียเวลา โดยอ้างว่าตนเองต้องไป
ประชุมอธิการบดีโลก

ผู้ปกครองเลยบอกไปว่า ถ้าคุณทำงานแบบนี้ จะทำหนังสือในนามส่วนตัว ส่งไปยัง
สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา และ เลขานุการ สำนักงานคณะกรรมการ
อุดมศึกษา ทางคุณอัมภาพันธ์ก็บอกว่า ถึงทำหนังสือมาก็เท่านั้น ไม่มีประโยชน์
ไม่มีผลอะไรทั้งนั้น และทางคุณอัมภาพันธ์ก็พูดในลักษณะเดิมว่า ?

ทุนการศึกษาจากโครงการเขียนเรียงความฯ นั้นได้รับแน่นอน แต่ไม่รู้ว่าตอนไหน !!!?

จวบจนปัจจุบัน การบริจาคตามโครงการต่าง ๆ ข้างต้นยังคงเป็นปริศนาดำมือ ที่ยากจะ
หาคำอธิบายจากหน่วยงานใด ๆ ได้ ว่า แท้จริงแล้ว เงินบริจาคเหล่านั้นมีจริงหรือไม่

เมื่อมีเหตุแห่งความสงสัยและมิอาจหาข้อมูลมาหักล้างใด ตามประมวลกฎหมายย่อม
ยกประโยชน์ให้แก่จำเลย ก็เป็นอันว่า ก็แค่ข้อสงสัยจากชาวบ้านคนหนึ่งเท่านั้น

หากคำกล่าวอ้างข้างต้นเป็นจริง คงต้องย้อนกลับไปถามว่า

เงินบริจาคตามรายละเอียดนั้นอยู่ที่ใคร ผู้ใดบ้างหนอ

Offline ชด

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 3,450
  • Respect: +1491
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=_SZFJkXcVEI" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=_SZFJkXcVEI</a>

No one higher than us. Unless we kneel to his own.

Offline overtherainbow

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 2,252
  • Respect: +162
คนใดคิดการร้าย มุ่งหวังประโยชน์ส่วนตน
โดยอาศัยตำแหน่ง
ขอให้ คิดทำการใดก็ขอให้ล้มเหลว

Offline bird

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 624
  • Respect: +215
นัยที่ซ่อนเร้น

แรงกระเพี่อมทางการเมือง ในช่วงเย็นวันที่ ๒๙  พฤศจิกายน  ภายหลังคณะตุลาการ
ขึ้นบัลลังค์อ่านคำพิพากษาคดีทางการเมือง อีกหนึ่งคดี ที่เป็นจุดสนใจของคนทั่วไป
คงไม่ต้องบอกกระมั้งว่านั้นคือ คดี ๒๙ ล้าน ที่ผู้ถูกร้องเป็นพรรคเก่าแก่พรรคหนึ่ง

ช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์ตามคำฟ้องนั้นคือช่วงเวลาระหว่าง ๒๕๔๗ และ ๒๕๔๘
ในขณะนั้น รํฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ยังคงมีผลบังคับใช้

ตามที่ทราบกันอย่างแพร่หลาย คณะตุลาการมีคำสั่ง ยกคำร้อง ด้วยเสียงข้างมาก
๔ ต่อ ๒ (สำหรับรายละเอียดคำพิพากษาจะนำมาเสนอในครั้งต่อไป เพื่อความถูก
ต้องตามหลักกฎหมาย ขออนุญาติรอสำเนาคำพิพากษาส่วนตัวของคณะตุลาการ)

ผลของคดีในครั้งนี่้ ส่งผลให้มวลชนกลุ่มหนึ่ง มีปฏิกริยาโต้ตอบทันที ไม่ว่าจะเป็น
การให้สัมภาษณ์ เพื่อให้เกิดความคลุมเครือ การแต่งชุดดำ การนัดชุมนุม ฯลฯ
และ พฤติกรรมอื่น เท่าที่จะสามารถปลุกเร้าอารมณ์มวลชนได้ นั่นเป็นสิทธิพื้นฐาน
ตามระบอบประชาธิปไตย

แต่ว่า...สงสัยจัง.....

ทำไม...คดีที่ดินอัลไพน์ ก็หมดอายุความ ไม่เห็นจะมีใคร กลุ่มใด ที่จะตั้งคำถาม
อะไรต่าง ๆ มากมาย ก็ยกคำร้อง เพราะ คดีขาดอายุความเหมือนกันไม่ใช่หรือ..

เอ....หรือว่า เราเข้าใจผิดไป....แปลกเนาะ...แปลกมาก...แปลกจริง ๆ

อีกประเด็น...ช่วงที่เกิดปัญหา ก็ช่วง 47-48 มิใช่หรือ...
แล้วทำไม...รัฐบาลในช่วงเวลานั้นก็.....
แล้วทำไม...ไม่มีใครโอดครวญให้ กกต เค้ายื้่นเรื่องตั้งแต่ 48-49 เล่า
จะมากระตือรือร้น กระเสีอกกระสนอะไรกันในตอนนี้หล่ะ

หรือว่า...มีนัยอะไรซ่อนเร้นไว้หรือป่าวหนอ....

จะว่าไปแล้ว...ที่ปรึกษาก็เก่ง ๆ กฎหมายกันตั้งหลายคน มีทั้งนักเรียนทุน
มีทั้งต่างด้าว ต่างแดน...ก็น่าจะรู้ตั้งแต่ต้นว่า ยื่นไปก็ต้องตกอยู่แล้ว
แต่..ก็ยังดันทุรัง เพราะต้องการหาประเด็นก่อวอดใช่หรือป่าวน๊าาา

ได้ยินข่าวแว่ว ๆ ว่า หลังยกขบวนมาเผาบ้านเผาเมือง พยายามทำให้ภาพลักษณ์
หมุ่นหล่อติดลบ แต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะคำพูดตัวเองมันมัดแน่น จนจุดไฟไม่ติด

เลยต้องหาเหตุอันใหม่....ก็น่าคิดนะ ว่ามั้ย ?

มติ กกต ตั้งกี่ครั้งกันนะ...ที่ลงมติว่า ไม่ผิด ไม่ผิด แล้วก็ไม่ผิด
เพราะถ้าผิด คงโดนใบแดงกันไปแล้วตั้งแต่ตอนนั้น ไม่ต้องยื้อจนหมดเวลา
แล้วค่อยมาจุดไฟกันตอนนี้หรอก....

หรือว่า...ที่ปรึกษาคนใหม่ ชี้ช่องทางดิสเครดิตให้กันหนอ...
จะว่าไปแล้ว...ช่วงเวลาที่ได้ที่ปรึกษาคนใหม่ กับ ที่มีใครบางคนขุดคุ้ยเรื่องนี้ขึ้นมา
ก็ดูเหมือนจะ คาบเกี่ยวกันพอดี นะ ...หรือจำผิดไปหว่า...

ไอ้เรามันคนช่างสงสัยซะด้วยสิ

Offline overtherainbow

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 2,252
  • Respect: +162
ไอ้ตัวดำ
อัมเตอดัมอ่ะเหรอออ
คนใดคิดการร้าย มุ่งหวังประโยชน์ส่วนตน
โดยอาศัยตำแหน่ง
ขอให้ คิดทำการใดก็ขอให้ล้มเหลว

Offline bird

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 624
  • Respect: +215
คำกล่าวอ้างอันใด...

ตั้งใจว่าจะไม่ขุดคุ้ยความไม่ดีไม่งามของอดีตนายกแม้วและพรรคพวก
ด้วยกลัวว่ากลุ่มผู้เลื่อมใสในตัวนายใหญ่จะกล่าวหาว่า รื้อฟื้นเรื่องเก่า ๆ
ไม่มีอะไรใหม่ มาโจมตี และอี่นๆ สุดแต่จะสรรหามาเปรียบเปรย

แต่ก็อดไม่ได้จริง ๆ กับพฤติกรรมพูดไปเรื่อยเปื่อย สุดแล้วแต่ว่าข้าทาส
บริวารที่มุ่งหวังเพียงทรัพย์สิน และผลประโยชน์ส่วนตน จะขีดๆ เขียนๆ
อะไรให้พูด รวมทั้งการออกแถลงการณ์อวดอ้างความสำคัญของตนเอง
ประหนึ่งว่าอันตัวข้านั้น มีความเก่งกล้าสามารถ มีสมองอันชาญฉลาดล้ำ
เหนือบุคคลอื่น เป็นที่ต้องการของชาวโลก...

วันที่ ๗ ธันวาคม ทนายหน้าหอออกแถลงการณ์ นายใหญ่ได้รับหนังสือ
เชิญของคณะกรรมาธิการด้านความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป หรือ
ซีเอสซีอี ใจความโดยสรุป

ข้าพเจ้าส่งจดหมายเชิญมายังท่านเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน
และสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศไทย ภายใต้หัวข้อ


ประเทศไทย : ประชาธิปไตย, การบริหารประเทศ และสิทธิมนุษยชน
ในวันที่ ๑๖ ธันวาคม เวลา ๑๕.00 น. ณ สถานที่ซึ่งจะมีการยืนยันใน
อนาคต

ในฐานะที่เป็นพันธมิตรด้านความร่วมมือขององค์การเพื่อความมั่นคงและ
ความร่วมมือในยุโรปนั้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งการสลายการชุมนุมของกลุ่มผู้ประท้วงในกรุงเทพฯ เป็นที่สนใจ
ของคณะกรรมการเฮลซิงกิ และเมื่อไม่นานมานี้ กลุ่ม นปช.ได้ยื่นฟ้อง
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ

โดยกล่าวหาว่า นายอภิสิทธิ์กระทำผิดต่อสิทธิมนุษยชน ระหว่างการ
สลายการชุมนุม ซึ่งหากท่านสามารถให้มุมมองต่อสถานการณ์ด้านสิทธิ
มนุษยชนในประเทศไทย เสรีภาพของสื่อมวลชน และ เสรีภาพในการ
แสดงออกของประชาชน ความพยายามของรัฐบาลไทยในการแก้ปัญหา
เหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดทางตอนใต้ของประเทศ และแนวทาง
ที่สหรัฐฯ รวมทั้งประชาคมนานาชาติ รวมทั้งคณะกรรมการเฮลซิงกิ จะมี
ส่วนช่วยยกระดับสิทธิมนุษยชน และสร้างความเชื่อมั่นว่า จะมีการเลือก
ตั้งที่บริสุทธิ์และยุติธรรม


คณะกรรมการเรียกร้องให้ท่านนำเสนอข้อมูลโดยปากเปล่า เป็นเวลาประ
มาณ ๗-๑๐ นาที ซึ่งท่านอาจร้องขอให้เพิ่มเวลาให้การหรือแถลงการณ์
เป็นลายลักษณ์อักษร หรือนำเสนอวัตถุพยาน เพื่อนำมาบันทึกเป็นหลัก
ฐานอย่างเป็นทางการ

และคณะกรรมการจะรู้สึกขอบคุณอย่างมากหากได้รับถ้อยแถลงของท่าน
ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ภายในวันอังคารที่ ๑๔ ธันวาคม เพื่อที่จะส่งมอบ
ให้แก่กรรมการและเปิดเผยต่อสาธารณะ ณ สถานที่ให้การ “

ต่อมาวันที่ ๑๒ ธันวาคม เวลาประมาณ ๑๒.00 น. ทนายคนเดิมออกแถลง
การณ์อีกครั้ง

ผมได้รับแจ้งจาก (นายใหญ่) เมื่อกลางดึกของคืนวันที่ ๑๑ ธันวาคม ว่า
ทางซีเอสซีอี ขอเลื่อนการพิจารณา ปัญหาสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย
ออกไปคาดว่าไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งอาจเป็นเดือนมกราคมปีหน้า เนื่องจากคณะ
กรรมาธิการฯ พิจารณาว่า รัฐสภาคองเกสของหรัฐอเมริกา มีการเลือกตั้ง
ส.ส. และ ส.ว. ซึ่งมีสมาชิกที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาใหม่ และจะเปิดสมัย
ประชุมในอีกไม่นาน


สรุป สั้นๆ ง่ายๆ คือ เลื่อนการเดินทางเป็น มค. ปีหน้าซึ่งอาจจะเป็น ๒๕๕๔
หรืออีกหลายสิบปีข้างหน้าก็ได้เพราะไม่ได้มีการระบุให้แน่ชัด เพื่อจะได้ไม่
เป็นการผูกมัดใด ๆ

จุดสังเกตที่น่าคิด นอกเหนือจากที่นายใหญ่ชอบโผล่มาในช่วงเวลาอันเป็น
มงคลแล้ว ยังเป็นช่วงเวลาโค้งสุดท้ายก่อนการเลิอกตั้งซ่อม หากจะมองว่า
เป็นการออกมายืนยันว่า

นายใหญ่ยังสบายดีอยู่ และยังมีพื้นที่ให้ยืนบนเวทีโลก การหยิบยืมชื่อ
ประเทศมหาอำนาจมากล่าวอ้างในช่วงเวลาที่เหมาะสม อาจจะช่วยให้
มวลชนที่ยังพอจะหลงเหลืออยู่บ้าง มีกำลังกายกำลังใจ เพื่อสูบกำลัง
ทรัพย์ของนายใหญ่ต่อไป หรือ อาจจะส่งผลต่อการเลือกตั้งที่เพิ่งจะ
ผ่านพ้นไป

ซึ่งท้ายที่สุด ผลที่ได้รับไม่เป็นน่าพอใจของนายใหญ่สักเท่าไหร่

ด้วยมาตรฐาน การพูดเรื่อยเปื่อยของนายใหญ่ ทำให้นึกย้อนกลับไป
เมื่อครั้งที่นายใหญ่ยังเรืองอำนาจ นายใหญ่ยังคงรักษามาตรฐานไว้ได้
อย่างดีเยี่ยม

ผนวกกับหนังสือที่ได้รับจากเพื่อนคนหนึ่งพร้อมกับคำบอกกล่าวที่ว่า

“ ลองอ่านดู เผื่อตาจะได้สว่างขึ้นบ้าง “

ข้อความหนึ่งที่ปรากฎอยู่ หากเป็นความจริง นายใหญ่คงต้องอยู่ในฐานะ
ที่ลำบากแน่ เนื้อหาสรุปโดยย่อ

“นักการเมืองผู้มากด้วยประสบการณ์ท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่า วันแรกที่นาย
ใหญ่ดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะบริหารบ้านเมือง ได้กล่าวกับบรรดาท่านผู้
ทรงเกียรติที่ผ่านการเลือกตั้งทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ รวมทั้งรอมอตอใหม่ที่
พรรค (โดนยุบไปแล้ว) ใจความโดยสรุป

...วันนี้ใครใคร่ปราถนาเป็นรอมอตอ ก็ได้สมหวังแล้ว ใครใคร่ปราถนาเป็น
ศศ ก็ได้สมหวังแล้ว ขออย่างเดียว อย่าโกง ถ้าใครเดือดร้อนเรื่องส่วนตัว
มาบอกผม ผมช่วยได้.. สื่อมวลชนบอกว่า ผมมี 2-3 หมื่นล้าน..ไม่จริง
...ผมมีมากกว่านั้น...


สรุป สั้น ๆ เข้าใจง่าย ๆ คือ ประกาศว่า อันตัวข้าฯ นั้นมีมากมายเกินกว่า
สองสามหมื่นล้าน...

แต่ว่า...รายการบัญชีแสดงทรัพย์สินที่ยื่นไว้ต่อองค์กรอิสระ เมื่อ 18 กพ.
2544 เมื่อเข้ารับตำแหน่งครั้งแรก

ทรัพย์สินสุทธิ แม้ว 508 ล้านบาท, อ้อ 9,848 ล้านบาท, แพ 4,727
ล้านบาท รวมประมาณ 15,056 ล้านบาท


น้อยกว่าที่นายใหญ่กล่าวอ้างเท่าตัว...

หรือว่าผู้นำเสนอเข้าใจผิด
อาจจะเป็นการดำรงตำแหน่งครั้งที่ 2 เมื่อ 14 มีค. 48

ทรัพย์สินสุทธิ แม้ว 506 ล้านบาท, อ้อ 8,802 ล้านบาท, แพ 3,262 ล้านบาท
รวมประมาณ 12,570 ล้านบาท


ก็ยังน้อยกว่าที่คำกล่าวอ้างข้างต้น..

หรือว่า...นายใหญ่ มีพฤติกรรมชอบกล่าวคำอ้าง โกหก โป้ปดมดเท็จ
อันเป็นพฤติกรรมพื้นฐาน

หากเป็นเช่นนั้นจริง คำกล่าวอ้าง ถ้อยแถลงต่าง ๆ ของนายใหญ่ที่ผ่านมา
ในช่วงเวลาดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะบริหาร

ก็ล้วนเป็นคำกล่าวอ้างที่เชื่อถือไม่ได้ หลอกลวงมวลชนมาโดยตลอด
ใช่หรือไม่...

Offline bird

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 624
  • Respect: +215
มหาเศรษฐีอันดับที่ ๑๔ ของโลก (๑)

รายการทรัพย์สินทั้งหมดของท่านแม้ว ซึ่งรวยเป็นอันดับที่ ๑๔ ของโลก
ผู้เขียน: George (ข้อมูลปี ๒๕๔๙)

1. เงินสด จำนวน 1,000,000.00 บาท

2. เงินฝากสถาบันการเงิน
2.1 ธนาคารพาณิชย์
2.1.01 เพื่อการเกษตร/สำนักงานใหญ่ 000-2-07**** : 895,559.13
2.1.02 ไทยพาณิชย์/สำนักรัชโยธิน 111-2-21**** : 158,461,586.67
2.1.03 ไทยพาณิชย์/สำนักรัชโยธิน 111-2-17**** : 0.00
2.1.04 ไทยพาณิชย์/สำนักรัชโยธิน 111-2-19**** : 5,070,583.58
2.1.05 ไทยพาณิชย์/ซอยอารีย์ 056-2-00**** : 2,082,143.30
2.1.06 ไทยพาณิชย์/ซอยอารีย์ 056-2-13**** : 528,064.81
2.1.07 ไทยพาณิชย์/สภากาชาดไทย 045-2-44**** : 894,651.88
2.1.08 ไทยพาณิชย์/ศรีนครพิงค์ 549-2-23**** : 42,566.68
2.1.09 ไทยพาณิชย์/ซอยอารีย์ 056-3-00**** : 2,000.00
2.1.10 ไทยพาณิชย์/สำนักรัชโยธิน 111-3-02**** : 0.00
2.1.11 ไทยพาณิชย์/สภากาชาดไทย 045-3-02**** : 7,491.68
2.1.12 ไทยพาณิชย์/สำนักรัชโยธิน 111-1-03**** : 200,100,690.62
2.1.13 ไทยพาณิชย์/สำนักรัชโยธิน 111-1-04**** : 5,000,000.00
2.1.14 ไทยพาณิชย์/สำนักรัชโยธิน 111-1-04**** : 5,000,000.00
2.1.15 กรุงเทพ/ราชวัตร 146-0-52**** : 1,295,328.50
2.1.16 กรุงเทพ/ราชวัตร 146-0-44**** : 12,969,676.08
2.1.17 กรุงเทพ/บางละมุง 342-0-54**** : 450.23
2.1.18 กรุงเทพ/ถนนสุขสวัสดิ์ 164-2-28**** : 10,000,000.00
2.1.19 กรุงศรีอยุธยา/สะพานควาย 013-2-08**** : 20,569,090.89
2.1.20 ศรีนคร/สะพานควาย 008-3-09**** : 1,032,889.51

2.2 สถาบันการเงินอื่น
2.2.1 หลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมกสิกรไทย 50,570,112.55
2.2.2 เงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ 10,231,421.23

3. เงินลงทุนในหลักทรัพย์
3.1 หลักทรัพย์รัฐบาลและรัฐบาลค้ำประกัน
3.1.1 พันธบัตรออมทรัพย์ช่วยชาติ ระยะเวลา 5 ปี : 20,000,000.00

3.2 หลักทรัพย์จดทะเบียนรับอนุญาต
3.2.1 กองทุนรวม ธนาคารทหารไทย จำนวน 20,000,000 หุ้น : 201,400,000.00
3.2.2 หุ้นธนาคารกสิกรไทย จำนวน 18,000 หุ้น : 18,000,000.00
3.2.4 เงินทุนหลักทรัพย์นครหลวงเครดิต จำนวน 800 หุ้น : 8,000.00

3.3 หลักทรัพย์นิติบุคคลอื่น
3.3.1 โอ เอ ไอ พร็อพเพอร์ตี้ จำนวน 10,980,000 หุ้น : 109,800,000.00
3.3.2 โอ เอ ไอ ลิสซิ่ง จำนวน 100 หุ้น : 1,000.00
3.3.3 โอ เอ ไอ แอสเสท จำนวน 1,000 หุ้น : 10,000.00
3.3.4 เอส ซี เค เอสเทต จำนวน 1,550,000 หุ้น : 15,500,000.00
3.3.5 เอส ซี ออฟฟิช พลาซ่า จำนวน 10,000 หุ้น : 100,000.00
3.3.6 บี พี พร็อพเพอร์ตี้ จำนวน16,817,500 หุ้น : 168,175,000.00
3.3.7 พี ที คอร์ปอเรชั่น จำนวน 9,990,000 หุ้น : 99,900,000.00
3.3.8 อัพคันทรี่ แลนด์ จำนวน 1,000 หุ้น : 10,000.00
3.3.9 ประไหมสุหรี พร้อพเพอร์ตี้ จำนวน 4,900 หุ้น : 490,000.00
3.3.10 เวิร์ธ ซัพพลายส์ จำนวน 3,559,900 หุ้น : 35,599,000.00
3.3.11 โอ เอ ไอ คอนซัลแตนท์ฯ จำนวน 47,999,950 หุ้น : 479,999,500.00
3.3.12 วี แลนด์ พร็อพเพอร์ตี้ จำนวน 4,999 หุ้น : 499,900.00
3.3.13 โอ เอ ไอ เอ็ดดูเคชั่น จำนวน 22,499,997 หุ้น : 75,924,970.00
3.3.14 ทุนนวัตกรรม จำนวน 1,877,993 หุ้น : 5,624,979.00
3.3.15 พัฒนาการเวชกิจ จำนวน 1,550,000 หุ้น : 15,500,000.00
3.3.16 เดอะ เพนนินซูล่าทราเวิลฯ จำนวน20,000 หุ้น : 200,000.00
3.3.17 โรงพยาบาลพระรามเก้า จำนวน 935,0000 หุ้น : 93,500,000.00
3.3.18 โรงพยาบาลหิริภูญชัย จำนวน 100,000 หุ้น : 1,000,000.00
3.3.19 อัลไพน์กอล์ฟฯ จำนวน 24,899,987 หุ้น : 166,666,580.00
3.3.20 บางกอก เทเลคอม จำนวน 999,994 หุ้น : 9,999,940.00
3.3.21 อุดมวรรณ จำนวน 994 หุ้น : 994,000.00
3.3.22 AIG ASIA DIRECT ฯ 1,000,000 หุ้น : 42,870,000.00

4. เงินให้กู้ยืมแก่บุคคลและนิติบุคคลอื่น
4.1 โอเอไอ พร็อพเพอร์ตรี้ : 800,000,000.00
4.2 อัพคันทรี แลนด์ : 110,000,000.00
4.3 โอเอไอ คอนซัลแตนท์แอนด์แมนเนจเม้นท์ : 32,000,000.00
4.4 เอสซี แอสเสท : 18,000,000.00
4.5 เจ้าคุณอุตสาหกรรมและการเกษตร : 160,250,000.00
4.6 มิเลนเนียม เฮ้าส์ : 38,654,158.90
4.7 บุษบา (พี่สะใภ้) : 18,999,970.00
4.8 บรรณพจน์ : 450,385,225.00
4.9 นายพาน (บุตชาย) : 5,056,348,840.00 (ลูกหนี้รายใหญ่)
4.10 นายประทักษ และ น.ส.กัลยารัตน์ : 3,000,000.00


กรุสมบัตริยังไม่จบเพียงเท่านี้....

Offline overtherainbow

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 2,252
  • Respect: +162
คนใดคิดการร้าย มุ่งหวังประโยชน์ส่วนตน
โดยอาศัยตำแหน่ง
ขอให้ คิดทำการใดก็ขอให้ล้มเหลว

Offline bird

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 624
  • Respect: +215
มหาเศรษฐีอันดับที่ ๑๔ ของโลก (๒)

กรุสมบัติภาคนี้ ขอเป็นเรื่องของกรรมสิทธที่ดินเปล่า

5. กรรมสิทธิที่ดินเปล่า

- ดุสิต กทม (เลขที่กรรมสิทธิ : เนื้อที่ประมาณ)
5.01) 101707 : 0 - 0 - 2
5.02) 101710 : 0 - 0 - 6
5.03) 102845 : 0 - 0 - 8
5.04) 101714 : 0 - 1 - 10.4
5.05) 101715 : 0 - 0 - 22
5.06) 027870 : 0 - 0 - 2
5.07) 101716 : 0 - 0 - 9
5.08) 102832 : 0 - 0 - 14
5.09) 102833 : 0 - 0 - 17
5.10) 102834 : 0 - 0 - 17
5.11) 102836 : 0 - 0 - 10

5.12) 102837 : 0 - 0 - 9
5.13) 102838 : 0 - 0 - 9
5.14) 102841 : 0 - 0 - 3
5.15) 102842 : 0 - 3 - 25
5.16) 005196 : 0 - 0 - 5
5.17) 002784 : 0 - 0 - 8
5.18) 102846 : 0 - 0 - 4.5
5.19) 101711 : 0 - 0 - 6.6
5.20) 108088 : 0 - 0 - 13
5.21) 108089 : 0 - 0 - 14
5.22) 090970 : 1 - 0 - 36.5

- ลาดพร้าว  (เลขที่กรรมสิทธิ : เนื้อที่ประมาณ)
5.23) 039774 : 0 - 0 - 50.5
5.24) 039775 : 0 - 0 - 48
5.25) 001070 : 0 - 0 - 20
5.26) 001071 : 0 - 0 - 20
5.27) 001072 : 0 - 0 - 20
5.28) 001073 : 0 - 0 - 20
5.29) 223782 : 0 - 0 - 20

- ภาษีเจริญ  (เลขที่กรรมสิทธิ : เนื้อที่ประมาณ)
5.30) 007049 : 0 - 0 - 89
5.31) 016743 : 0 - 0 - 8

- บางกอกน้อย  (เลขที่กรรมสิทธิ : เนื้อที่ประมาณ)
5.32) 000734 : 1 - 0 - 40
5.33) 011301 : 0 - 0 - 7
5.34) 011303 : 0 - 2 - 57
5.35) 032729 : 0 - 0 - 75
5.36) 042988 : 0 - 0 - 20.4
5.37) 042989 : 0 - 0 - 20.3
5.38) 042990 : 0 - 0 - 20.3
5.39) 000641 : 1 - 1 - 32
5.40) 013277 : 0 - 0 - 93
5.41) 013278 : 0 - 0 - 97
5.42) 013279 : 0 - 0 - 98
5.43) 011302 : 0 - 0 - 3
5.44) 010751 : 0 - 0 - 15.66
5.45) 010752 : 0 - 0 - 17

- พระโขนง   (เลขที่กรรมสิทธิ : เนื้อที่ประมาณ)
5.46) 121439 : 0 - 2 - 0
5.47) 121438 : 0 -2 - 24
5.48) 030950 : 0 - 1 - 0
5.49) 030949 : 0 - 1 - 0

- หนองจอก   (เลขที่กรรมสิทธิ : เนื้อที่ประมาณ)
5.50) 003831 : 5 – 0 - 0
5.51) 005268 : 30 - 1 - 36

- บางพลัด  (เลขที่กรรมสิทธิ : เนื้อที่ประมาณ)
5.52) 010420 : 1 -0 - 99
5.53) 010421 : 1- 0 - 70.4
5.54) 010422 : 1- 0 - 29.4
5.55) 010423 : 0 - 3 - 49.4
5.56) 010424 : 0- 3 - 12
5.57) 010425 : 0 - 2 - 59.2

- บางเขน  (เลขที่กรรมสิทธิ : เนื้อที่ประมาณ)
5.58) 052335 : 0 -0- 99

- คลองหลวง ปทุมฯ  (เลขที่กรรมสิทธิ : เนื้อที่ประมาณ)
5.59) 048752 : 2- 0 - 0

- อ.เมือง ปทุมฯ  (เลขที่กรรมสิทธิ : เนื้อที่ประมาณ)
5.60) 034271 : 0- 3- 59
5.61) 425111 : 0 -1- 15
5.62) 069685 : 0 - 0- 54

- อ.เมือง นนท์  (เลขที่กรรมสิทธิ : เนื้อที่ประมาณ)
5.63) 092780 : 0 – 0 – 20
5.64) 078735 : 0 - 0 - 23

- ไทรน้อย นนท์  (เลขที่กรรมสิทธิ : เนื้อที่ประมาณ)
5.65) 066549 : 4- 3 - 82
5.66) 055419 : 3 - 0 - 40

- บางละมุง ชล  (เลขที่กรรมสิทธิ : เนื้อที่ประมาณ)
5.67) 008095 : 0 - 1 - 79
5.68) 005756 : 0 - 0 - 68.33

- อ.เมือง เชียงใหม่  (เลขที่กรรมสิทธิ : เนื้อที่ประมาณ)
5.69) 016311 : 0 - 1 - 26
5.70) 016312 : 1 - 0 - 96
5.71) 016313 : 1 - 1 - 44

- โป่งแยง แม่ริม เชียงใหม่   (เลขที่กรรมสิทธิ : เนื้อที่ประมาณ)
5.72) 0022079 : 2 - 0 - 04
5.73) 0022786 : 0 - 3 - 79
5.74) 0022787 : 1 - 0 – 4
5.75) 0022788 : 1 - 2 - 25
5.76) 0022789 : 0 - 2 - 44
5.77) 0024215 : 3 - 3 - 25
5.78) 0022074 : 0 - 3 - 22
5.79) 0022073 : 1 - 1 - 48
5.80) 0022072 : 4 - 0 - 0

5.81) 0022071 : 0 - 3 - 44
5.82) 0022070 : 4 - 3 - 19
5.83) 0022075 : 1 - 2 - 79
5.84) 0022076 : 1 - 3 - 71
5.85) 0022077 : 1 - 2 - 37
5.86) 0022090 : 1 - 2 - 16
5.87) 0022078 : 1 -3 - 69

- บางพลี สมุทรปราการ   (เลขที่กรรมสิทธิ : เนื้อที่ประมาณ)
5.88) 065340 : 4 - 0 – 89

- กะทู้ ภูเก็ต    (เลขที่กรรมสิทธิ : เนื้อที่ประมาณ)
5.89) 001582 : 0 - 3 - 93

- เขาคิชฌกูฎ จันทบุรี   (เลขที่กรรมสิทธิ : เนื้อที่ประมาณ)
5.90) 000019 : 2 - 0 - 93.6
5.91) 000020 : 2 - 0 - 16.6

- ปากช่อง นครราชสีมา   (เลขที่กรรมสิทธิ : เนื้อที่ประมาณ)
5.92) 022045 : 36 – 0 - 50

- ชะอำ เพชรบุรี    (เลขที่กรรมสิทธิ : เนื้อที่ประมาณ)
5.93) 009672 : 1 - 0 - 42
5.94) 009673 : 1 - 0 - 32

- บางปะกง ฉะเชิงเทรา   (เลขที่กรรมสิทธิ : เนื้อที่ประมาณ)
5.95) 002461 : 34 - 2 - 96
5.96) 004098 : 2 – 0 - 85
5.97) 007788 : 2- 2- 71
5.98) 007789 : 2 -3- 40
5.99) 007790 : 2 -2- 59
5.100) 007791 : 2 -2- 10

- อ.เมือง ชุมพร   (เลขที่กรรมสิทธิ : เนื้อที่ประมาณ)
5.101) 050301 : 4 - 1 - 27
5.102) 046741 : 10 - 2 - 47
5.103) 050302 : 6 - 0 - 64.5
5.104) 046740 : 1- 0 - 39.6
5.105) 046739 : 10 - 1 - 41.3
5.106) 046742 : 2 - 1 - 57.6
5.107) 046743 : 6 – 3 - 81.1


ยังไม่หมดเพียงเท่านี้...

Offline bird

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 624
  • Respect: +215
มหาเศรษฐีอันดับที่ ๑๔ ของโลก (๓)

กรุสมบัติ เทพแม้ว ชุดสุดท้าย ว่าด้วยอสังหาและสังหาริมทรัพย์

6. อสังหาริมทรัพย์ สิ่งปลูกสร้าง
6.1 บ้านพัก เรือนรับรอง
6.1.1) 256-7 ม.3 โครงการเชียงใหม่กรีนวัลเลย์ อ.แม่ริม เชียงใหม่. : 50,000,000.00
6.1.2) 472,474 ถ.จรัญสนิทวงศ์ 69 บางพลัด กทม. : 153,000,000.00
6.1.3) 1446/22 ต.ชะอำ อ.ชะอำ เพชรบุรี : 93,000,000.00
6.1.4) 299-299/1 ถ.จรัญสนิทวงศ์ 69 บางพลัด กทม. : 28,000,000.00

6.2 อสังหาฯ อื่น
6.2.01) อาคาร 2 ชั้น 1268 เขตดุสิต กรุงเทพฯ
6.2.02) อาคาร 2 ชั้น 1264-1266 เขตดุสิต กรุงเทพฯ
6.2.03) อาคาร 2 ชั้น 534 เขตดุสิต กรุงเทพฯ
6.2.04) อาคาร 2 ชั้น 536 เขตดุสิต กรุงเทพฯ
6.2.05) อาคาร 2 ชั้น 520 เขตดุสิต กรุงเทพฯ
6.2.06) อาคาร 2 ชั้น 526 เขตดุสิต กรุงเทพฯ
6.2.07) อาคาร 2 ชั้น 528 เขตดุสิต กรุงเทพฯ
6.2.08) อาคาร 2 ชั้น 530 เขตดุสิต กรุงเทพฯ
6.2.09) อาคาร 2 ชั้น 1376/1 เขตดุสิต กรุงเทพฯ
6.2.10) อาคาร 2 ชั้น 1276 เขตดุสิต กรุงเทพฯ
6.2.11) อาคาร 2 ชั้น 532 เขตดุสิต กรุงเทพฯ
6.2.13) ตึกแถว 2 ชั้น 552 เขตดุสิต กรุงเทพฯ
6.2.14) ตึกแถว 2 ชั้น 554 เขตดุสิต กรุงเทพฯ
6.2.15) ตึก 2 ชั้น 558/75 หรือ 72/4 บางกอกน้อยกรุงเทพฯ
6.2.16) ตึก 2 ชั้น 1156/10 เขตดุสิต กรุงเทพฯ
6.2.17) ตึกแถว 3 ชั้น 1875/670 เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ
6.2.18) ตึกแถว 3 ชั้น 1875/671 เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ
6.2.19) ตึกแถว 3 ชั้น 1875/672 เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ
6.2.20) ทาวน์เฮ้าส์ 3 ชั้น 33/8 โชคชัย 4เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ

6.2.21) ทาวน์เฮ้าส์ 3 ชั้น 33/9 โชคชัย 4 เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ
6.2.22) ทาวน์เฮ้าส์ 3 ชั้น 33/10 โชคชัย 4 เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ
6.2.23) ทาวน์เฮ้าส์ 3 ชั้น 33/11 โชคชัย 4เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ
6.2.24) ทาวน์เฮ้าส์ 3 ชั้น 33/12 โชคชัย 4เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ
6.2.25) ตึกแถว 1 ชั้น 72/229 อ.เมือง จ.นนทบุรี
6.2.26) ทาวน์เฮ้าส์ 2 ชั้น 16/156 อ.เมือง นนทบุรี
6.2.27) บ้าน 2 ชั้น 158/2 ภาษีเจริญ กรุงเทพฯ
6.2.28) บ้าน 1 ชั้น 402/29 บางละมุง ชลบุรี
6.2.29) บ้าน 2 ชั้น 99/18 อ.เมือง จ.ปทุมธานี
6.2.30) ห้องชุดรอยัลปาร์ค 41/2-3 ชั้น 2 อาคารเลขที่41 พญาไท กรุงเทพ
6.2.31) ห้องชุดสราญชลพัทยา 312/22 ชั้น 10อาคารเลขที่ 1 บางละมุง ชลบุรี
6.2.32) ห้องชุดสราญชลพัทยา 312/23 ชั้น 10 อาคารเลขที่ 1 บางละมุง ชลบุรี
6.2.33) ห้องชุดสราญชลพัทยา 312/24 ชั้น 10 อาคารเลขที่ 1 บางละมุง ชลบุรี
6.2.34) ห้องชุดเซ็นจูรี่ไฮทส์-1 51/33 ชั้น 12 อาคารเลขที่1 คลองเตย กรุงเทพฯ
6.2.35) ห้องชุดสุขุมวิทเฮ้าส์ 128/32 ชั้น 3 อาคารเลขที่ 1คลองตัน กรุงเทพฯ

7 ยานพาหนะ (สงวนสิทธิ์ในส่วนเลขทะเบียน)
7.01) BMW (กันกระสุนและธรรมดา) จำนวน 3 คัน
7.02) TOYOTA จำนวน 3 ค้น
7.03) MITSUBISHI จำนวน 1 ค้น
7.04) PORSCHE จำนวน 1 ค้น
7.05) FERRARI (กันกระสุนและธรรมดา) จำนวน 2 คัน
7.06) BENZ จำนวน 3 คัน
7.07) ROLLS-ROYCE จำนวน 1 คัน
7.08) เครื่องบินส่วนตัว (มูลค่าประมาณ 125 ล้านบาท)

8. ทรัพย์สินอื่น ประกอบด้วย
- เครื่องประดับเพชร ไข่มุก และอัญมณี อื่น ๆ
- นาฬิกาโรเล็กซ์ร รุ่นต่างๆ รวมไปถึงนาฬิการเบรนด์อื่น

ดังกล่าวข้างต้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งจากอีกหลาย ๆ ส่วน ถึงแม้ว่าเมื่อต้นปี
2553 จะมีคำพิพากษาให้ยึดทรัพย์เทพแม้วไปบางส่วน แต่นั่นไม่ได้ทำให้
แม้วและมวลชนผู้สนับสนุนจะยุติการเคลื่อนไหวแต่อย่างใด กลับเป็นการ
สุมไฟแค้นในลุกโชนภายในจิตใจและสามัญสำนึกของแม้วมากยิ่งขึ้น

“ พวกคุณเอาของกรูไปแค่ไหน พวกคุณต้องชดใช้ให้กรูร้อยเท่าพันเท่า “

“ ในเมื่อกรูอยู่ไม่ได้ พวกคุณก็อย่าอยู่กันอย่างสงบเลย


สองประโยคที่เล็ดลอดออกมา ผนวกรวมกับการเคลื่อนไหวที่เรุนแรงมากขึ้น
คงพอจะสื่อสัมพันธ์ถึงกันได้ว่า แท้จริงแล้ว เค้านั้นมีความจงรักภักดีบ้านเกิด
ดังคำพูดที่กล่าวอ้างอยู่ตลอดเวลาหรือไม่

คงไม่อาจสรุปหรือโน้มน้าวให้ท่านคิดเห็นประการหนึ่งประการใด
คงทิ้งไว้เป็นดุลยพินิจของทุกท่าน

ทิ้งท้ายสักนิด ข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่พวกเค้าแย่งชิงไปจากพื้นแผ่นดินนี้
ยังมีสิ่งที่ไม่สามารถประเมินค่าได้ที่เค้าได้แย่งชิงไปจากแผ่นดินเกิด นั่นคือ

ความรักความสามัคคีที่ทุกคนบนผืนแผ่นดินนี้เคยมีให้ต่อกัน
รอยยิ้มที่แสดงถึงความสุขเท่าที่จะสามารถสร้างสรรค์ขึ้นบนแผ่นดิน
ยิ้มแห่งสยาม ที่บัดนี้ได้เลือนหายไป

สิ่งที่เติมเต็ม คือ ความระแวง ความแค้น ความอาฆาต ความเข้าใจที่ผิด
อันเนื่องมาจาก การพูดเท็จ การบิดเบือน การกล่าวร้ายอย่างไร้สติ การ
สร้างหลักฐานเท็จ ของอันธพาลในคราบผู้ทรงเกียรติ การปั้นน้ำเป็นตัว
เพียงเพื่อต้องการกอบโกยผลประโยชน์ สร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเองของ
บรรดาแกนนำบางคนเท่านั้น

ความสูญเสียที่เกิดขึ้น เป็นการสูญเสียที่ไม่สามารถประเมินค่า เพราะนั้น
คือสิ่งที่จารึกความเป็นราชอาณาจักร นับจากสุโขทัย จวบจนกระทั่งปัจจุบัน
เค้าได้ทำลายลงไป เพียงเพื่อสนองความต้องการของตนเองเท่านั้น

Offline อธิฎฐาน

  • พลังงานรูปหนึ่งเคลื่อนที่ตามความคิด
  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 1,305
  • Respect: +267
Quote
ยังมีสิ่งที่ไม่สามารถประเมินค่าได้ที่เค้าได้แย่งชิงไปจากแผ่นดินเกิด นั่นคือ

ความรักความสามัคคีที่ทุกคนบนผืนแผ่นดินนี้เคยมีให้ต่อกัน
รอยยิ้มที่แสดงถึงความสุขเท่าที่จะสามารถสร้างสรรค์ขึ้นบนแผ่นดิน
ยิ้มแห่งสยาม ที่บัดนี้ได้เลือนหายไป

ใช่ค่ะคุณ bird สยามเมืองยิ้ม กลายเป็นประเทศที่มีความขัดแย้ง
แยกกันออกเป็นหลายฝ่าย
มันคือผู้ทำลายประชาชน

Offline bird

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 624
  • Respect: +215
ย้อนรอย แผนตากแดด

ก่อนอื่นขอชี้แจงสักนิด เกี่ยวกับชื่อแผนข้างต้น ด้วยมิอาจใช้ชื่อที่เป็นสิริมงคล
เชื่อมสายสัมพันธ์กับบุคคลและกลุ่มบุคคลที่ถือเป็นภัยต่อความมั่นคงได้ จึงขอ
สงวนสิทธิ์ที่จะใช้  “ แผนตากแดด ”  เพื่ออ้างอิงการเคลื่อนไหวของเค้าคนนั้น
กับเหล่าแกนนำที่เห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตน มากกว่าส่วนรวม ตำนานเล่าขาน
ที่จะนำเสนอต่อไป

ขออนุญาติที่จะไม่อ้างอิงถึงพระประวัติใดๆ เทิดทูนพระองค์ไว้เหนือเกล้า

ตามตำนานเล่าขาน เมื่อครั้ง “ จู เหยียน จาง ”  (ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์หมิง) 
ทำสงครามกับกองทัพมองโกล ได้สั่งทหารยกทัพข้ามแม่น้ำไปตีทัพมองโกล
ครั้นข้ามแม่น้ำเรียบร้อยแล้ว  จูเหยียนจาง สั่งให้เจาะท้องเรือทิ้งทุกลำ  ไม่มี
การถอยกลับ ต้องไปตีค่ายข้าศึก เอาเมืองให้ได้ ถึงจะไม่อดตาย ซึ่งสามารถ
กระทำการได้สำเร็จดังเป้าหมายที่วางไว้...

ตามตำนานกล่าวว่า  ท่านเป็นจักรพรรดิ์ที่มากด้วยเล่ห์และเด็ดขาด ดังตัวอย่าง
จากการกำจัด ขุนทหารที่เคยร่วมรบก่อตั้งราชวงศ์มาด้วยกัน ท่านได้สั่งให้สร้าง
หอจัดเลี้ยง แล้วเชิญเหล่าขุนทัพของตัวเองมากินเลี้ยง หลังจากนั้น ท่านสั่งให้
จุดไฟเผาเหล่าบรรดาขุนทัพทั้งหมด ไม่เว้นแม้กระทั้ง “ ฉีต๊ะ ” น้องร่วมสาบาน
ขุนพลคู่ใจ ที่ถูกกำจัดทิ้งภายหลังเหตุการณ์เผาหอจัดเลี้ยง เรียกว่า

เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล

จะว่าไปแล้ว พฤติกรรมแบบนี้ ละม้ายคล้ายกับเหตุการณ์ที่อดีตนายกท่านหนึ่ง
ได้ประสบก่อนจะสิ้นบุญ อุตส่าห์ช่วยเหลือให้ได้มีโอกาสกลับมากราบแผ่นดิน
อีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่ แต่สุดท้าย ท่านก็โดนหักหลังอย่างไร้เกียรติ ท่านคงทน
เจ็บช้ำอยู่ลึก ๆ ในจิตใจ แต่วันนี้ ท่านได้สิ้นบุญไปแล้ว กรรมใด ขออโหสิ

หรืออีกตำนาน เกิดขึ้นในสมัยราชวงศ์ฉิน “ ณ้อปาอ๋อง ”  หรือ ขุนศึกลำน้ำเลือด
ตามตำนานกล่าวว่า ท่านเป็นบุคคลแรกที่ใช้กลศึก  “ ทุบหม้อข้าวจมเรือ
เมื่อครั้งทำสงครามบริเวณแม่น้ำจาง เมื่อยกพลข้ามแม่น้ำเรียบร้อยแล้ว
ท่านสั่งทหารจมเรือ ทุบหม้อข้าวทั้งหมด  พลทหารแต่ละคนพกอาหารสำหรับ
๓ วันเท่านั้น ท่านออกคำสั่งว่า

การศึกครั้งนี้มีแต่บุกคืบหน้า ห้ามถอยเด็ดขาด ” 

จะเป็นที่มาของสุภาษิต ทุบหม้อข้าวจมเรือ ด้วยหรือไม่ ประเด็นนี้ไม่อาจรับรองได้

แผนตากแดด  ที่เล่าขานกันในช่วง มีนาคม ๒๕๕๒ ได้รับการยืนยันจากโฆษก
ส่วนตัวของหัวหน้าพรรคเก่าแก่ เมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม โดยอธิบายไว้ว่า

แผนตากแดด  กำหนดแนวทางการเคลื่อนไหวไว้ ๕ แนวทาง

๑) จัดตั้งมวลชน แนวร่วม เรดคัลเลอร์
๒) ขัดขวางการทำงานทุกส่วนของรัฐบาล
๓) ขยายการเคลื่อนไหวจากเมื่องหลวง สู่ชนบท
๔) ปิดล้อมสถานที่ราชการ
๕) จัดตั้งมวลชนหัวรุนแรง สร้างสถานการณ์ เพื่อนำไปสู่สงครามประชาชน


โดยมีเป้าหมายของ แผนตากแดด  ต้องการให้มีการนิรโทษกรรม โค่นล้มรัฐบาล
ผลักดันให้มีการใช้ร่างฯ ฉบับเหวง แก้ไขกฏหมายทุกฉบับที่เป็นอุปสรรคต่อการ
เดินทางกลับเข้าประเทศ เพื่อกลับเข้าสู่เวทีการเมืองของ ทักษิณ

ส่วนหนึ่งของแผนตากแดด คือ ส่งคราวข้อมูลข่าวสาร มีการจัดตั้งสื่อ ทีวี จาก
พี สเตชั่น มาถึง ดี ทีวี  รวมถึงสื่อหนังสือพิมพ์และวารสารเฉพาะกิจ อาทิเช่น
เรดพาวเวอร์ เสียงสะอื้นของนักโทษ เป็นต้น การให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ
หลายฉบับอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง ซึ่งการโฟนอิน วีดีโอลิงค์ ของคนไกลบ้าน
ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการเคลื่อนไหว ปลุกระดม ให้มวลชนเกิดอารมณ์ร่วม

การปูดข่าวโกหก ข้อมูลเท็จ หลักฐานลวง ของเหล่าบรรดาแกนนำผู้เห็นแก่ตัว
รวมทั้งการเสอนข้อมูลของวิทยุชุมชนต่าง ๆ  เหล่านี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งในการ
เคลื่อนไหวเพื่อให้เป็นไปตามแผนและเป้าหมายที่วางไว้

ขณะเดียวกัน แกนนำมวลชน รวมทั้งตัว ทักษิณ ได้ออกแถลงการณ์ไม่เกี่ยว
ข้องกับแผนตากแดดใดๆ แผนดังกล่าวล้วนเป็นจินตนาการของทีมงานบริหาร
บ้านเมืองเท่านั้น

เอาเถอะ..จะเป็นจินตนาการหรือไม่อย่างไร

เหตการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วง เมษายน ๒๕๕๒  ช่วงที่ทุกคนในประเทศน่าจะมี
ความสุข มีรอยยิ้ม กลับถิ่นฐานบ้านเกิด เพื่ออยู่กับครอบครัว  ทุกตรอกซอก
ซอย ทุก ๆ ถนนหนทาง ควรจะเย็นฉ่ำ วัฒนธรรมที่ดีงาม  เป็นที่เลื่องลือไป
ทั่วโลก นักท่องเที่ยวหลาย ๆ คน ที่เฝ้ารอและคาดหวังว่า

จะได้ร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลที่สนุกสนาน

กลับทดแทนด้วย...

การชุมนุมของมวลชน เรดคัลเลอร์  ตลบได้ด้วยกลิ่นไหม้ อันเนื่องมาจากการ
เผายางรถยนต์ การปิดล้อมอาคารเคหะที่พักอาศัยย่านดินแดง ด้วยรถแก๊สที่
พร้อมจะลุกโชนได้ตลอด ควันไฟ และเปลวเพลิงจากการจุดเผารถสาธารณะ
หลายสิบคัน
  การต่อสู้กันระหว่างมวลชน

กลุ่มหนึ่งเพื่อเป้าหมายป้องกันที่พักอาศัยของตนเอง
กับอีกกลุ่มที่ทำเพื่อ..อะไร ทุกวันนี้ก็ยังไม่กล้าจะสรุป

หรือ ภาพเหตุกาณณ์ การไล่ล่าผู้นำ เพื่อหมายชีวิต บริเวณมหาดไทย ที่ถูก
ถ่ายทอดไปทั่วโลก ภาพการบุกทำลายการประชุมระดับโลกที่พัทยา การบุก
เข้าทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้า นั้นเป็นการเรียกร้องประชาธิปไตย ใช่หรือไม่

เหตุการณ์เหล่านั้น พอจะเป็นคำยืนยันได้หรือไม่ว่า

แท้จริงแล้ว แผนตากแดด มีจริงหรือไม่  หรือเป็นเพียงจินตนาการ 

คงทิ้งไว้ให้เป็นภาระของทุกท่าน  ที่จะวิเคราะห์ตามวิสัยทัศน์ และ
มุมมองของแต่ละท่าน คงมิอาจแนวโน้มไปทางหนึ่งทางใด

Offline bird

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 624
  • Respect: +215
อาจจะดูเหมือน เล่าเรื่องเก่า แต่เพื่อเชื่อมโยงเหตุการณ์ต่อเนื่อง
สงกรานต์ 52 ถึง พฤษภา 53 ขออนุญาติย้อนเหตุการณ์สักนิดค่ะ


ใช่ค่ะคุณ bird สยามเมืองยิ้ม กลายเป็นประเทศที่มีความขัดแย้ง
แยกกันออกเป็นหลายฝ่าย
มันคือผู้ทำลายประชาชน

ขอบคุณค่ะ คุณอธิฎฐาน ที่กรุณาแวะเยี่ยมค่ะ

บุคคลคนนี้ เป็นผู้ทำลายประเทศบ้านเกิดตัวเองได้อย่างรุนแรง
ที่สุดเท่าที่ ประวัติศาสตร์โลกจารึกไว้ค่ะ

Offline bird

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 624
  • Respect: +215
ก้าวสู่แผนตากแดด ๒

ความล้มเหลวของ ปรัชญาฟินแลนด์ ส่งผลให้ท่านอดีตผู้นำที่ยิ่งใหญ่ ตกจากบัลลังค์อำนาจ
ต้องหลบหนีออกนอกประเทศ มีตำแหน่งเป็น นักโทษชาย ตามคำพิพากษาอย่างไร้ข้อกังขา
แต่นั้นไม่ได้ทำให้ นช อดีตผู้นำรู้สึกสำนึกแต่อย่างใด กลับฟาดงวงฟาดงา แกว่งปากฟาดฟัน
ให้ร้ายบ้านเกิดอย่างไร้สติ

กล่าวหาประเทศว่าปกครองโดยระบบอำมาตย์ ไม่มีประชาธิปไตย สองมาตราฐาน อยู่ภายใต้
อำนาจของมือที่มองไม่เห็น จาบจ้วง โดยไร้สามัญสำนึก เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการ
เคลื่อนไหวของตนเองและบรรดาผู้สนับสนุน

แล้ว “ปรัชญาฟินแลนด์” คืออะไร

ประเด็นนี้ได้รับการบอกเล่าจากสายลมเหนือทะเลสาบไซมา พอจะจับใจความได้ว่า

ปรัชญาฟินแลนด์ ”  เกิดขึ้นจากการพบปะพูดคุยกัน เพื่อกระทำการอย่างใดอย่างหนี่งของ
กลุ่มบุคคล ๓ กลุ่ม คือ

- กลุ่มอดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์บางคน ที่กลับคืนสังคมภายหลังการโค่นอำนาจด้วยปาก
กระบอกปืนไม่สำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้
- กลุ่มบุคคลบางคนที่ร่วมจัดตั้งพรรคการเมืองกับ นช. อดีตผู้นำ
- กลุ่มที่ปรึกษาในด้านต่าง ๆ

การพูดคุยหารือกันครั้งนี้ เกิดขึ้นก่อนการจัดตั้งพรรคการเมือง ซึ่งมีสาระสำคัญสรุปพอสังเขป
       
๑) ใช้มวลชนดึงพวกรากหญ้ามาเป็นฐานการเมือง
๒) มุ่งให้ประเทศปกครองด้วยพรรคการเมืองเดียวแบบผูกขาดอำนาจรัฐ
๓) ใช้ทุนนิยมเป็นเครื่องมือ
๔) ให้สถาบันเป็นเพียงสัญลักษณ์ 
๕) ปฏิรูปการเมืองโดยนำระบบซีอีโอมาใช้โดยให้ขึ้นตรงต่ออำนาจนายกรัฐมนตรีคนเดียว


ติดตามมาด้วย “แผนตากแดด” (ช่วงมีนาคม ๒๕๕๒) ที่ถูกทำลายลง พร้อม ๆ กับการสูญเสีย
ชีวิตผู้บริสุทธิ์ที่ต่อสู้เพื่อปกป้องชุมชนที่พักอาศัยย่านนางเลิ้ง ๒ ชีวิต ทรัพย์สินสาธารณะอีก
จำนวนหนึ่ง แต่สิ่งที่ไม่สามารถประเมินค่าได้ คือ

ภาพลักษณ์ของประเทศ สยามเมืองยิ้ม ที่บัดนี้ได้แปรเปลี่ยน ยากที่จะเรียกร้องกลับคืนมา

แผนตากแดด ๑  มีเป้าหมายเพื่อให้มีการนิรโทษกรรม “ ทักษิณ ”  และเพื่อโค่นล้มรัฐบาล
โดยมีรูปแบบการเคลือนไหว ๕ ด้าน ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดสงครามกลางเมืองหรือที่เรียกว่า
สงครามแบ่งแยกประชาชน (สงคราประชาชน) ดังนี้

๑) จัดตั้งมวลชน โดยเฉพาะกลุ่ม เรดคัลเลอร์
๒) ขัดขวางการทำงานของรัฐบาล
๓) ขยายการเคลื่อนไหวจากรุงเทพฯ ไปยังต่างจังหวัด
๔) ปิดล้อมสถานที่ราชการ
๕) จัดตั้งมวลชนหัวรุนแรง สร้างสถานการณ์รุนแรง เพื่อนำไปสู่สงครามประชาชน

ขบวนการเรดคัลเลอร์ ได้ยกระดับแผนการเคลื่อนไหวขึ้นไปอีกระดับ แต่จะเป็นเรื่องจริง หรือ
เป็นเพียงการจินตนาของฝ่ายรัฐ  เป็นเพียงข่าวลือ ข่าวปล่อย เพื่อสร้างกระแส  หรือจะด้วย
วัตถุประสงค์ใดก็สุดแต่จะคาดเดา หากลองย้อนดูแผนการเคลื่อนไหวของ แผนตากแดด ๒
เปรียบเทียบกับสถานการณ์ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากพฤติกรรมการเคลื่อนไหวมวลชนกลุ่ม
เรดคัลเลอร์ ตั้งแต่ช่วงหลังสงกรานต์วิปโยค ๒๕๕๒...ประเด็นนี้ซิที่น่าสนใจ

เหตุใดหนอ...จึงตรงกันอย่างไม่น่าเป็นไปได้...ช่างเถอะ ละประเด็นนี้ไว้ก่อน

“แผนตากแดด ๒” เป็นการยกระดับการต่อสู้ให้เข้มข้นและรุนแรงมากกว่า แผนตากแดด ๑
โดยแบ่งการเคลื่อนไหวออกเป็น ๗ ยุทธศาสตร์  (ประเด็นนี้ขออนุญาติหยิบมาจาก หนังสือ
พิมพ์แนวหน้า, เลียบวิภาวดี, กมลศักดิ์ ตั้งธรรมเนียม) ความว่า

๑) กำจัดอำนาจเปาบุ้นจิ้น
๒) ตัดลิ้นนกพิราบนอกค่าย
๓) กระจายข่าว ลับ ลวง พราง อย่างฉับไวโดยเหล่า อีกาแดง
๔) สร้างความขัดแย้งในหมู่เสนาบดี
๕) แยกปฐพีปลายด้ามขวาน
๖) ปฏิบัติการขจัดคนดังอย่างสุดมั่น
๗) ตาต่อตา ฟันต่อฟัน ทุกวิถีทาง กับสีเดียวกันต่างแนวทาง ต่างสีต่างความคิด ที่ปกป้องมาร์ค

สำหรับเป้าหมายการเคลื่อนไหวตามแนวปฏิบัติที่วางไว้ เพื่อ

- ล้มล้างรัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้อยู่ในช่วงเวลาการเคลื่อนไหว
- ผลักดันให้มีการประกาศใช้ ฉบับร่าง เหวงเหวง
- แก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการกลับมาของ นช. อดีตผู้นำ
- สถานการณ์เพื่อให้รัฐตกอยู่ในสภาพ บริหารได้ แต่ ปกครองไม่ได้
- ทำลายความน่าเชื่อถือของระบบยุติธรรม นำไปสู่ข้อกล่าวหา ๒ มาตรฐาน
- เปลี่ยนแปลงโครงสร้างระบบยุติธรรม เพื่อให้อยู่ภายใต้อำนาจฝ่ายการเมือง
- ผลักดันให้เปลี่ยนแปลงวันชาติ เป็น ๒๔ มิถุนายน


เหล่าเรดคัลเลอร์ ดำเนินการตามเป้าหมายและยุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้ โดยอาศัยสื่อบางกลุ่ม
ที่พอจะ ตกลงเป็นจำนวนตัวเลขได้ ทั้งที่เป็นสื่อแท้ สื่อเทียม สื่อที่ไร้จรรยาบรรณ  รวมไปถึง
การใช้สื่อต่างประเทศเข้ากดดัน โดยผ่านล็อบบี้ยิสต์ การสร้างข่าว เพื่อหวังขยายผลด้านลบ
ของเหล่าบรรดาเสนาบดีระดับ นายก ถึง รอมอตอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทุจริต และ ด้านชู้สาว



หนังสือพจนานุกรมภาษาอังกฤษให้ความหมายคำว่า ล็อบบี้ยิสต์

คือ การล็อบบี้  เป็นความพยายามโน้มน้าวให้ผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไข
กฏหมาย หรือเปลี่ยนสถานการณ์หนึ่งสถานการณ์ใดได้ตามที่ต้องการ คนที่ทำงานนี้เรียกว่า
ล็อบบี้ยิสต์ (Lobbyist)

ซึ่งตรงกับคำว่า "นายหน้า" ในความหมายของคนไทยนั่นเอง

คำบอกเล่าจากบุคคลต่างแดนท่านหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันยึดอาชีพเป็นนายหน้าในประเทศไทย และ
มีประสบการณ์เคยเป็นล็อบบี้ยิสต์ในอเมริกาเล่าว่า

" ในต่างประเทศโดยเฉพาะที่สหรัฐอเมริกา "ล็อบบี้ยิสต์" ถือเป็นอาชีพหนึ่งที่ต้องมีการเรียน
การสอน เป็นอาชีพที่ถูกกฏหมาย มีการจดทะเบียนวิชาชีพ ระบุชัดเจนว่ามีสิทธิ์ประกอบอาชีพ
"ล็อบบี้ยิสต์"ได้ และมีข้อมูลระบุว่ามีใครประกอบอาชีพนี้บ้าง คงคล้ายๆ กับอาชีพทนายความ
ในประเทศไทย มีการเผยแพร่ทางเว็บไซต์ด้วย แต่ในเมืองไทยอาชีพนี้กลับไม่เป็นที่ยอมรับ
และถูกรังเกียจ "


แล้วทำไมอเมริกาจึงยอมรับอาชีพนี้  ในอเมริกาถือว่า ล็อบบี้ยิสต์  เป็นบุคคลที่คอยช่วยเหลือ
แก้ปัญหาต่างๆ ให้  ถ้าคุณมีปัญหาอะไร เขาช่วยคุณแก้ไขปัญหาได้ ในอเมริกามีคนประกอบ
อาชีพนี้จำนวนมาก เพราะคนอเมริกันไม่ชอบเสียเวลา จึงต้องหาคนมาช่วยไม่ให้เสียเวลา จะ
เสียเงินบ้างก็ไม่เป็นไร ขอให้งานของเขาเรียบร้อยประสบความสำเร็จ

การทำงานบ็อบบี้ในอเมริกา จะทำงานล็อบบี้กันระหว่างธุรกิจกับธุรกิจ แต่หากจะทำงานล็อบบี้
กับหน่วยราชการ จะต้องไปลงทะเบียนก่อนเพื่อแสดงตน จะพาเจ้าหน้าที่ไปเลี้ยงอาหาร หรือ
ให้ของขวัญ ก็ต้องแจ้งและมีใบเสร็จรับเงินชัดเจน

ท่านยังกรุณาฝากข้อความทิ้งท้ายไว้ว่า
 
" ล็อบบี้ยิสต์ ไม่ใช่จะเลวไปทั้งหมด ต้องถือว่าเป็นหมอทางธุรกิจ ที่จะช่วยแก้ไม่ให้มีปัญหา
แต่ไม่ใช่มาแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วอย่างในเมืองไทย"

แผนตากแดด ๒ ถูกปล่อยออกมาก่อนการชุมนุมใหญ่ของเหล่าเรดคัลเลอร์เพียงไม่กี่วัน แม้ว่า
แกนนำคนสำคัญ จะออกมาปฎิเสธว่า เป็นเพียงการจินตนาการของฝ่ายรัฐบาล ที่ต้องการเพียง
ดิสเครดิตมวลชนคนเรดคัลเลอร์เท่านั้น

การปล่อยข่าวลือออกมาในช่วงเวลาดังกล่าวจะถือเป็นการประชาสัมพันธ์การชุมนุมครั้งสุดท้าย
(หรือป่าว) ที่จะมีขึ้นในวันที่ ๒๗ มิถุนายน ได้หรือไม่  คงมิอาจรับรองประการใด

ข้อเท็จจริงคงต้องรอให้ผู้ปล่อยข่าวออกมาแถลงไขด้วยตัวเอง...
ว่าแต่จะมีความกล้าพอหรือไม่เท่านั้น...

ในส่วนของความต่างที่คล้ายกันระหว่าง แผนตากแดด และ ยุทธศาสต์เพื่อแม้วร้อยใจเป็นหนึ่ง
จะนำเสนอในครั้งต่อไป เพื่อให้ทุกท่านได้วิเคราะห์พิจารณาตามวิสัยทัศน์

Offline bird

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 624
  • Respect: +215
ภาพยนต์สั้น คั่นเวลา

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=KFSkMPJItWg" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=KFSkMPJItWg</a>

Offline overtherainbow

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 2,252
  • Respect: +162
คนใดคิดการร้าย มุ่งหวังประโยชน์ส่วนตน
โดยอาศัยตำแหน่ง
ขอให้ คิดทำการใดก็ขอให้ล้มเหลว

Offline bird

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 624
  • Respect: +215
ความต่างที่คล้ายคลึง (๑)

ในช่วงกลางปี ๒๕๕๒ สื่อมวลชนหลายแขนง อาจจะรวมไปถึงโฆษกฝ่ายรัฐและโฆษก
ส่วนตัวท่านผู้นำ ต่างให้ความสนใจ แผนตากแดด ๑ และ ๒ ของเรดคัลเลอร์ ที่กำหนด
ขึ้นเป็นแนวทางปฏิบัติการเคลื่อนไหวของกลุ่ม โดยมีเป้าหมาย ปลุกระดมมวลชนในระ
ดับต่าง ๆ ให้เกิดการประท้วง ก่อจลาจล และนำไปสู่สงครามกลางเมือง
 
แกนนำเรดคัลเลอร์ และสมาชิกพรรคเพื่อแม้ว ต่างออกมาปฎิเสธและกล่าวอ้างว่า เป็น
แผนการของฝ่ายรัฐ เพื่อโยนความผิดให้กับมวลชนเรดคัลเลอร์ เท่านั้น

พรรเพื่อแม้วนั้น พตท.สมชาย ผู้ทรงเกียรติแห่งนครราชสีมา ออกมาปฎิเสธว่า พรรคมิได้
มีส่วนเกี่ยวข้องใดแผนตากแดด  พร้อมทั้งเปิดเผย “ ยุทธศาสต์เพื่อแม้วร้อยใจเป็นหนึ่ง” 
ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ทางการเมืองที่พรรคกำหนดขึ้น ภายใต้เป้าหมาย เพื่อให้พรรคมีชัย
ในการเลือกตั้งเท่านั้น

ประเด็นนี้ ขออนุญาตินำเสนอ ข้อมูล แผนตากแดด และ ยุทธศาสตร์พรรคเพื่อแม้ว ตาม
ที่สื่อมวลชนได้นำเสนอไว้ในช่วงกลางปี ๒๕๕๒ เพื่อให้ทุกท่านได้ทัศนาตามมุมมองและ
ดุลยพินิจ

แผนตากแดด

เป้าหมาย  :-

๑) เพื่อให้ประเทศปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยโดยแท้จริง เฉกเช่นเดียวกับนานา
อารยประทศ
๒) เพื่อให้กองทัพยุติบทบาทแทรกแซง หรือ ก้าวก่ายการเมือง
๓) ยกเลิกมาตรารัฐธรรมนูญ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ องคมนตรี
๔) พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ดำรงสถานะเฉกเช่นเดียวกับนานาอารยประเทศ
๕) ผลักดันให้ออก พรบ.นิรโทษกรรมทางการเมือง เพื่อให้เกิดความสมานฉันท์อย่างเป็น
รูปธรรม เว้นคดีที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายว่าด้วยการปราบปรามการก่อการร้าย ซึ่งเป็นความ
ตกลงร่วมกันระหว่างประเทศ
๖) ปฏิรูปการเมืองให้มีการกระจายอำนาจสู่ชนบทเพิ่มมากขึ้น
๗) ผลักดันให้เกิดร่างรัฐธรรมนูญที่มีแนวทางเดียวกับฉบับปี ๒๕๔๐ โดยมีการแก้ไขเพิ่ม
เติมให้เหมาะสมกับสภาพปัญหาที่ผ่านมา

เครื่องมือ  :-

๑)  ผู้ที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นระยะเวลา ๕  ปี ของ ทรท พปช ชท และ มช
๒) สมาชิกพรรคเพื่อแม้ว
๓) สส และ สว ที่มีความคิดในแนวทางเดียวกัน
๔) องค์กรประชาธิปไตยต่างๆ
๕) นักวิชาการ สื่อมวลชน ทั้งในและต่างประเทศ
๖) นักการทูตต่างๆ
๗) องค์กรในกระบวนการยุติธรรม
๘) นช อดีตผู้นำ
๙) ผู้นำมวลชนในทุกระดับ

วิธีการ  :-

๑) ความสำเร็จของแผน เกิดจากความเพลี่ยงพล้ำของกองทัพ โดยเกิดการลุแก่อำนาจ
โดยเอากำลังพลและยุทโธปกรณ์ออกมากระทำการรัฐประหาร และ/หรือ มีการปราบปราม
กวาดล้างมวลชนอย่างรุนแรง ซึ่งฝ่ายเราจะผนึกกำลังเข้าต่อสู้ทุกรูปแบบ ร่วมกับประชาคม
โลกที่ประณามการกระทำของกองทัพ และออกมาตรการกดต้นในทุกระดับชั้น โดยเฉพาะ
ต่อสถาบันที่มีบทบาทในการรับรองสถานภาพให้แก่คณะรัฐประหาร จนผู้ก่อการรัฐประหาร
ดังกล่าวเป็นกบฏโดยถูกดำเนินคดี และถูกกวาดล้างในที่สุด

๒)  ภารกิจย่อย เพื่อสนับสนุนความสำเร็จของแผน ประกอบด้วย

๒.๑  สงครามชนชั้นกรรมาชีพ/รากหญ้า

๒.๑.๑ ดำเนินการโดยกลุ่มเกษตรกร และกลุ่มผู้ใช้แรงงาน โดยมีนักการเมืองท้องถิ่นให้
การสนับสนุน, ชี้นำ
๒.๑.๒ ยื่นข้อเสนอ กดดันรัฐบาล ให้ต้องรีบตัดสินใจแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน และเสนอ
ภาพการเพิกเฉยต่อชนชั้นรากหญ้า โดยรัฐบาลศักดินา/อำมาตยาธิปไตยให้ความเร่งด่วน
การแก้ไขปัญหาต่อชนชั้นกลาง และนักธุรกิจเหมือนกรณีวิกฤตเศรษฐกิจ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งมี
เศรษฐีล้มบนฟูก ขณะที่ประชาชนยากจนลง และต้องมาร่วมแบกรับภาระปัญหาของนาย
ทุน/ขุนศึก
๒.๑.๓ ขยายผลการก่อการจลาจล ประท้วง ปิดกั้นการคมนาคมทั่วพื้นที่เขตอิทธิพลของ
ฝ่ายเราเมื่อชนบทเข้มแข็งให้ยก ระดับการต่อสู้เข้าสู่เมือง และเมืองใหญ่ตามลำดับต่อไป

๒.๒  สงครามประชาธิปไตย

๒.๒.๑  ดำเนินการโดยชนชั้นกลาง และผู้ที่มีอุดมการณ์ประชาธิปไตย
๒.๒.๒  รณรงค์ ชี้นำให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญปี  ๒๕๕๐ เป็นผลผลิตของคณะรัฐประหารเมื่อ
๑๙ กย. ๒๕๔๙  ซึ่งไม่ต้องการให้ประเทศเป็นประชาธิปไตย และ ต้องการรื้อฟื้นระบอบ
อำมาตยาธิปไตย
๒.๒.๓ ชี้นำ และอธิบายให้เห็นกระบวนการที่บ่อนทำลายนักการเมือง เพื่อให้ประชาชน
เบื่อหน่ายการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และนำไปสู่การปฏิรูปในรูปแบบ "การเมือง
ใหม่" จากการแต่งตั้งและสรรหา

๒.๓  สงครามปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม

๒.๓.๑  ดำเนินการโดยประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากกระบวนการยุติธรรม รวมทั้ง
ผู้ที่รักความยุติธรรมทั่วไป
๒.๓.๒  รณรงค์ชี้นำให้เห็นว่า มีอำนาจการก้าวก่ายอำนาจการเมือง และ ฝ่ายนิติบัญญัติ
โดยการสั่งจำคุก กกต และ ยุบพรรค ทรท ที่เห็นได้ชัดเจน คือ กรณีการรีบเร่งยุบพรรค
พปช ชท และ มช  เพื่อหวังผลทางการเมือง
๒.๓.๓ จัดกระบวนการเสวนาปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ลดอายุราชการของผู้พิพากษา
จาก ๗๐ ปี เหลือไม่เกิน ๖๐-๖๕ ปี  รวมทั้งต้องมีระบบการตรวจกระบวนการยุติธรรมที่
โปร่งใส

๒.๔  สงครามข่าวสาร

๒.๔.๑  ดำเนินการโดยนักสื่อสารมวลชน นักสารสนเทศ ประชาชนที่รักเสรีภาพทั่วไป
๒.๔.๒  กระจายข่าวสารในรูปของสื่อต่างๆ ทั้งเปิดเผยและปกปิด
๒.๔.๓  กลยุทธ ต้องมีการวางแผน และจัดทำข่าวสารอย่างเป็นระบบ เพื่อมุ่งหวังผลต่อ
มวลชนโดยตรง
๒.๔.๔ ต้องมีการต่อต้านข่าวกรอง การลวง การปกปิดเจตนารมณ์การปฏิบัติของฝ่ายเรา
ในทุกระดับ
๒.๔.๕  ปล่อยข่าวลือ ข่าวลวง เพื่อหวังผลทางยุทธศาสตร์ เพื่อกดดันให้ฝ่ายตรงข้าม
เสียหาย ลดความน่าเชื่อถือ หรือ การวางแผนผิดพลาดในการปฏิบัติต่อฝ่ายเรา

๒.๔.๖ ใช้สื่อมวลชนต่างชาติกดดัน ปิดล้อมประเทศ โดยกดดันต่อสื่อมวลชนฝ่ายไทย
เพื่อให้ประชาชนลดความเชื่อถือและคิดว่า ระบอบอำนมาตยาธิปไตยครอบงำสื่อ เพื่อ
ปฏิบัติการจิตวิทยา แสดงให้เห็นว่าศักดินา/อำมาตย์ไม่มีความจริงใจต่อประชาชนไทย ? 
ในขณะที่ข้าราชการ ขุนนางและอำมาตย์ กลับเสวยสุข ภายใต้ความยากจนลงทุกวัน
ของรากหญ้า
๒.๔.๗ สร้างระบบการสื่อสารข้อมูลให้สามารถกระจายข่าวสารได้ต่อเนื่องตลอดเวลา
๒.๔.๘ ข่าวลือที่สำคัญ คุกมีไว้ขังคนจน การฉ้อราษฎร์บังหลวงของเผด็จการทหาร
การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพ ประสาน USA ในการล้มโครงการ ฯ และการ
ทุจริตของผู้นำทหาร เปิดเผยกระบวนการเกณฑ์ทหาร ซึ่งคนจนต้องเป็นทหารเกณฑ์
การกดขี่ชนชั้น

๒.๕ สงครามกลางเมือง

๒.๕.๑  ดำเนินการโดยมวลชนที่มีการจัดตั้งฝ่ายเรา
๒.๕.๒  ใช้การปฏิบัติเช่นเดียวกับเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ๓๕ โดยการก่อการจลาจล
ชุมนุม กดดัน ประท้วง เฉกเช่นเดียวกับ พธม
๒.๕.๓  กดดันและกระทำต่อ นายอภิสิทธิ์ โดยใช้ยุทธวิธี  " ดิบถ่อย เถื่อน " เพื่อให้
ต่างชาติเห็นว่า บุคคลนี้ปล้นประชาธิปไตยมา โดยร่วมมือกับกลุ่มโจรก่อการร้ายปิดล้อม
และยึดสนามบินทั้ง ๒ แห่ง รวมทั้งทำเนียบรัฐบาล
๒.๕.๔  เริ่มแรก โดยการนัดชุมนุม มีการเคลื่อนไหวของมวลชนในพื้นที่ต่างๆ ไม่จำกัดว่า
ต้องเป็น กทม เท่านั้น จากนั้นยกระดับความรุนแรง กดดันต่ออำนาจรัฐ โดยเฉพาะการยั่วยุ
ทหารให้กระทำการลุแก่อำนาจ
๒.๕.๕  ขั้นตอนการแบ่งแยกพลังอำนาจทางทหาร ต้องชี้นำให้ประชาชนเห็นว่าการปกครอง
บังคับบัญชาทหารไม่มีความยุติธรรมในกองทัพ โดยผู้ที่เกาะชายกระโปรงแต่ไร้ซึ่งฝีมือกลับ
ได้รับการสนับสนุนเลื่อนยศ ตำแหน่ง มีการข้ามหัวรุ่นพี่ และเหยียบรุ่นน้องอย่างที่เห็นไปทั่ว
คำว่า ภักดี นั้น เป็นการภักดีต่อผู้ที่ให้ประโยชน์เท่านั้น คิดเป็นปฏิปักษ์ในทางลับต่อ..ละไว้
...ขออนุญาติที่จะไม่นำเสนอ...

๒.๕.๖  ดำเนินการเปิดเผยขบวนการนอกรัฐธรรมนูญ ที่กระทำการปล้นอำนาจ และกดขี่
เหยียบหัวประชาชน โดยเฉพาะรากหญ้า เสมือนเป็นไพร่ทาส
๒.๕.๗ ทบทวนการแทรกแซงการเมืองของกองทัพ และสถาบันตลอด ๗๖ ปีที่ผ่านมา
๒.๕.๘  ยกระดับความรุนแรง จนกระทั่งอำนาจรัฐไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ และ
นำไปสู่การล่มสลายของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์
๒.๕.๙  การปฏิบัติของมวลชนหัวรุนแรง ( Hardcore ) จะต้องปกปิดหน้าตา เพื่อผลทาง
คดีในภายหลัง
๒.๕.๑๐  การปิดล้อม ชุมนุมประท้วงตามสถานที่ราชการต่างๆ
๒.๕.๑๑ ให้ชุดทำงานด้านสงครามข่าวสาร ชี้แจงว่า ทหารจะสร้างสถานการณ์ที่คล้ายกับ
๖ ตค ๑๙  โยนความผิดให้ฝ่ายเรา ประเด็นนี้จะเป็นแรงกดดันให้ทหารต้องกระทำในสิ่งที่
พยายามหลีกเลี่ยง ซึ่งกองทัพจะพ่ายแพ้ย่อยยับในสงครามนี้ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการปฏิวัติ
ประชาธิปไตยของประเทศ ให้ทัดเทียมอารยประเทศต่อไป

ข้างต้นเป็นข้อมูล แผนตากแดด ของกลุ่ม เรดคัลเลอร์  สำหรับรายละเอียดของ ยุทธศาสตร์
เพื่อแม้วร้อยใจเป็นหนึ่ง ขออนุญาตินำเสนอในหัวข้อถัดไป

Offline lampang282

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 1,245
  • ประเทศจะสงบสุขได้อย่างไรถ้าคนไทยไม่รักสามัคคีกัน
  • Respect: +112
"สมฺมา วายเมเถว ปุริโส" แปลว่า "เป็นคนพึงทำดีร่ำไป"


Offline bird

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 624
  • Respect: +215
ความต่างที่คล้ายคลึง (๒)

สำหรับหัวข้อนี้ ขออนุญาตินำเสนอรายละเอียด  “ ยุทธ์ศาสตร์เพื่อแม้วร้อยใจเป็นหนึ่ง ” 
เพื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลที่ได้นำเสนอแล้วในหัวข้อที่ผ่านมา

หลักการและเหตุผล

๑)  ระบอบประชาธิปไตยของไทยล้มลุกคลุกคลานมาโดยตลอดกว่า ๗๗ ปี เพราะรากฐาน
วัฒนธรรมการเมืองไทยไม่เอื้ออำนวย ทำให้มีการแทรกแซงโดยองค์กรนอกสภา และพลัง
อำนาจจากฝ่ายต่างๆ  อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม มีส่วนกดดัน
ให้ประชาชน มีความตื่นตัว ความคาดหวังต่อระบบการเมือง และ การปฏิรูปการเมืองมากขึ้น
จนนำไปสู่การประกาศใช้ และแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาแล้วหลายครั้ง เพื่อให้เหมาะสม
กับสถานการณ์ของบ้านเมือง และกาลสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป
 
จนกระทั่ง มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่มีเจตนารมณ์
และเป้าหมาย เพื่อดำเนินการพัฒนาระบบการเมืองไทยใหม่ และเป็นกฎหมายสูงสุดในการ
ปกครองของประเทศ ซึ่งในเวลาต่อมาจนถึงปัจจุบัน เกิดปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองใน
ประเทศขึ้นมากมายกับการใช้รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว

๒)  การเลือกตั้ง  เป็นกิจกรรมทางการเมืองที่ประชาชน ผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ได้มี
ส่วนร่วมทางการเมือง (Participation)  อันเป็นอำนาจที่แสดงออกซึ่งเจตจำนงของประชาชน
ผู้เป็นเจ้าของประเทศที่แท้จริง สามารถเรียกร้อง หรือ สนับสนุนให้มีการกระทำ หรือละเว้น
การกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งในทางการเมือง หรือการตัดสินนโยบายสาธารณะ ที่จะส่งผล
กระทบต่อประชาชน

โดยประชาชนทั่วไปเลือกผู้แทนหรือพรรคการเมือง ที่มีอุดมการณ์, นโยบาย, วิสัยทัศน์ ที่
สอดคล้องกับตน ด้วยความคาดหวังว่า ผู้แทนหรือพรรคการเมืองที่ตนเลือกให้ไปใช้อำนาจ
อธิปไตยแทนตนนั้น จะนำอุดมการณ์และนโยบายไปใช้ในการบริหารประเทศ และทำหน้า
ที่พิทักษ์ผลประโยชน์ของตน

การเลือกตั้ง จึงเป็นกระบวนการที่สำคัญอย่างยิ่ง ในการที่จะแสวงหาทางเลือก ทางการเมือง
การปกครองของประชาชนต่อการเลือกผู้แทน หรือ พรรคการเมืองของประเทศในระบอบประ
ชาธิปไตยแบบรัฐสภา

๓)  พรรค "ต้องชนะการเลือกตั้งครั้งต่อไปและสามารถจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศได้
โดยพรรคการเมืองพรรคเดียวแบบเบ็ดเสร็จ
"

สมาชิกพรรคฯ ทุกคน ต้องมีความมุ่งมั่น และ ตั้งใจร่วมมือร่วมใจกัน ผนึกกำลังเป็นหนึ่งเดียว
กัน ฝ่าฟันอุปสรรคพลังอำนาจมืดต่าง ๆ  เพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีและชื่อเสียงกลับคืนมาอย่างชอบ
ธรรม แล้วนำทางไปสู่การเปลี่ยนแปลงการเมืองไทย ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอัน
มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ให้เป็นไปตามนโยบายวิสัยทัศน์ของพรรคฯ

" เพื่อ....เพื่ออนาคตประเทศไทย "

การต่อสู้  เพื่อเอาชนะทางความคิดและความขัดแย้งทางการเมือง ด้วยการใช้กำลังและอาวุธ
เป็นการต่อสู้ทางยุทธวิธี ซึ่งไม่อาจจะเอาชนะฝ่ายตรงข้ามได้อย่างเด็ดขาดถาวร และเพื่อการ
เอาชนะวิกฤตทางการเมืองไทยในครั้งนี้  พรรคเพื่อ....ต้องมีการกำหนดยุทธศาสตร์การต่อสู้
ทางการเมือง เพื่อเป็นแนวทางและทิศทางชัดเจนให้กับสมาชิกพรรค และผู้ให้การสนับสนุน
รวมทั้ง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและมั่นใจในการดำเนินงาน ด้านการเมืองระบอบประชาธิปไตย
ตามหลักสากล ร่วมกับพรรคเพื่อ... อย่างยั่งยืนถาวรตลอดไป

๔)  "คิดใหม่ ทำใหม่ เพื่อไทยทุกคน" และ “ตามองดาว เท้าติดดิน"  นโยบายและสโลแกน
เหล่านี้ ล้วนเป็นนโยบายประชานิยมที่ยังติดตาตรึงใจ และชื่นชอบถูกอกถูกใจคนไทยอยู่ทั่ว
ประเทศ แต่ปัจจุบันได้มีกลุ่มการเมืองและกลุ่มผู้ไม่หวังดี ร่วมกับฝ่ายรัฐบาลพยายามฉกฉวย
โอกาสและสมอ้างการมีอำนาจอันชอบธรรมในการบริหารประเทศ สร้างความนิยมและเอาใจ
ประชาชน โดยการนำเอานโยบายและแนวความคิดเดิมของไทยรักไทย มาเป็นจุดขาย เพื่อ
หวังผลดึงมวลชนให้มาสนับสนุนทางการเมืองต่อพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาล ให้
เป็นรัฐบาลด้วยวิธีพิเศษอีกต่อไป

๕)  "ความเจ็บปวด ทุกข์ใจ เศร้าใจและเสียใจ"  ที่เกิดขึ้นกับพรรค ทอรอทอ และ พอปอชอ
ในอดีต สมาชิกพรรคฯ ทุกคนต้องจดจำความรู้สึกแบบนั้นไว้เป็นบทเรียนและเป็นสิ่งเตือนใจ
อยู่เสมอ  ทุกคนจะต้องตั้งสติ มีสมาธิ ให้ความร่วมมือร่วมใจ พร้อมที่จะระดมความคิด และ
ปัญญาในการต่อสู้กับพลังอำนาจมืดต่างๆ ?  มือที่มองไม่เห็น กองทัพ และอำนาจศาลที่ไม่
ยุติธรรม  อย่างมีอุดมการณ์ที่แน่วแน่ มียุทธศาสตร์เป้าหมายเดียวกัน

" ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ชื่อเสียงวงศ์ตระกูล เป็นสิ่งสำคัญ เพราะมันเกิดมาพร้อมกับตัวเรา 
แต่จะไม่ตายไปพร้อมกับเรา "

" สัจธรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ไม่มีอะไรแน่นอน มีตั้งอยู่แล้ว ก็มีดับไป "


ในทางการเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร  ทุกอย่างมีทางแก้ไขได้  แต่ต้องใช้สติปัญญาที่
ชาญฉลาด มีข้อมูลข่าวสารที่ดี  มีการบริหารจัดการที่เหมาะสม มีศิลปะ และมีจังหวะเวลาที่
ถูกต้อง เป็นมืออาชีพ  จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น พรรคจึงได้กำหนดยุทธศาสตร์ " เพื่อ...
ร้อยใจเป็นหนึ่ง
"  ตามนโยบายและวิสัยทัศน์ของพรรคฯ  “ เพื่อ... เพื่ออนาคตประเทศ ” 
จำนวน ๔ โครงการหลัก ได้แก่

- โครงการ  ช่วยพรรคเพื่อ... ต่อสู้วิกฤต
- โครงการ  เพื่อ...กับการเมืองไทยยุคใหม่
- โครงการ  เพื่อ...ห่วงใยประชาชน
- โครงการ  เหรียญที่ระลึก สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


วัตถุประสงค์

๑]  เพื่อเป็นการช่วยเหลือ, สนับสนุนให้ประชาชน มีความรู้ความเข้าใจ มีบทบาท และมี
ส่วนร่วมในการปกครอง ตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐอย่างมีประสิทธิผล สามารถแสดง
ความคิดเห็น  แสดงพลังต่าง ๆ  ทางการเมืองของประชาชน ต่อสาธารณะชนได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ

๒]  เพื่อนำนโยบายที่สำคัญๆ ของพรรคสร้างความเชื่อมั่นเป็นประโยชน์แก่ประชาชน ใน
การเตรียมตัวที่จะไปใช้สิทธิในการเลือกตั้ง และให้การสนับสนุนพรรคอย่างยั่งยืนมั่นคง
ถาวรตลอดไป

๓]  เพื่อพบปะชี้แจงประชาชน ให้รับรู้เรื่องราวและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทางการเมืองไทย
ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทั้งก่อนและหลังการปฏิวัติรัฐประหาร  จนเกิดการยุบ ไทยรักไทย 
พลังประชาชน และ การดำเนินคดีทางกฎหมายต่อ ทักษิณ.... อดีต.....ในเวลาต่อมา

๔]  เพื่อเป็นแนวทางและทิศทางอย่างชัดเจนให้แก่สมาชิกพรรคฯ และผู้ให้การสนับสนุน
มีความศรัทธาและมั่นใจ ต่อการทำงานทางการเมืองกับพรรคเพื่อ....ต่อไป

๕]  เพื่อความรักความสามัคคี ร่วมมือร่วมใจกันเป็นหนึ่งเดียวต่อต้านระบบเผด็จการ, กลุ่ม
การเมืองนอกสภา,  มือที่มองไม่เห็น,  กองทัพและ อำนาจศาลที่ไม่ยุติธรรม 
เพื่อ....ร้อยใจเป็นหนึ่งเดียว

๖]  เพื่อสร้างและปลูกฝังอุดมการณ์ทางการเมืองให้แก่ประชาชน ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำศาสนา
ผู้นำทางการเมืองและผู้ให้การสนับสนุนที่มีความจงรักภักดี ศรัทธาต่อพรรคทอรอทอ และ
พรรคพอปอชอในอดีตให้มาสนับสนุนพรรคเพื่อ.....

๗]  เพื่อเชิดชูเกียรติในความกล้าหาญ ความอดทน และ การเสียสละ ของสมเด็จพระเจ้า
ตากสินมหาราช พระมหากษัตริย์ผู้ทรงมีพระคุณยิ่งต่อประเทศชาติบ้านเมือง ที่ขับไล่ข้าศึก
ออกจากราชอาณาจักร และรวบรวมแผ่นดินให้เป็นปึกแผ่น ภายหลังทรงกอบกู้เอกราชบ้าน
เมือง  ในช่วงกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย และ ต้นกรุงธนบุรี

การดำเนินการ

๑. ทุกภาคและทุกพื้นที่ของประเทศ  โดยเน้นและให้ความเร่งด่วนในพื้นที่ภาคเหนือ, ภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือเป็นอันดับแรก  ภาคกลาง เป็นอันดับรอง และภาคใต้เป็นอันดับสุดท้าย 
หากปฏิบัติพร้อมกันได้ทุกพื้นที่ก็สามารถดำเนินการได้

๒. การแบ่งมอบพื้นที่รับผิดชอบ เพื่อการอำนวยการและบริหารจัดการพื้นที่รับผิดชอบ ในการ
ดำเนินงานตามโครงการ  ตลอดจนการประสานกับผู้นำการเมือง ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำชุมชน ผู้นำ
ศาสนา และ ผู้ที่ให้การสนับสนุนพรรคฯ  โดยการแบ่งพื้นที่ปฏิบัติการ ออกเป็น  2 พื้นที่

- พื้นที่ทดลอง
- พื้นที่ตามกำหนดไว้ให้แก่ ศศ ของพรรครับผิดชอบ
โดยมีภาพรวมของแต่ละพื้นที่ ดังนี้

1. พื้นที่ภาคเหนือตอนบน : ศศ เชียงราย
2. พื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง : ศศ พิษณุโลก
3. พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อีสานตอนบน : ศศ อุดรธานี
4. พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อีสานตอนล่าง : ศศ นครราชสีมา
5. พื้นที่ภาคตะวันออก : ศศ ฉะเชิงเทรา
6. พื้นที่ภาคตะวันตก : ศศ กาญจนบุรี
7. พื้นที่ภาคกลาง : ศศ ลพบุรี
8. พื้นที่ภาคใต้ : ศศ ยะลา
9. พื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล : ศศ นนทบุรี สมุทรปราการ ปทุมธานี กรุงเทพเขต 5 และ 7
 
๓. ให้มีการประสานระหว่างสมาชิกพรรคและผู้ให้การสนับสนุน  ทั้งในอดีตและปัจจุบันอย่าง
ใกล้ชิด ต่อเนื่อง รวมทั้งการเข้ามามีส่วนร่วมของโครงการฯ ในทุกโอกาส

การปฏิบัติ   แบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน ดังนี้

1. ขั้นเตรียมการ

1.1  การเตรียมสรุปเนื้อหา เอกสาร, ข้อมูลต่างๆ  ในการฝึกอบรมของโครงการ เพื่อให้ผู้เข้า
รับการฝึกอบรมและเข้าร่วมโครงการได้รับความรู้ความเข้าใจ เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่พรรค
กำหนดไว้

1.2  การกำหนดพื้นที่และผู้รับผิดชอบในแต่ละพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมและเอกภาพ โดยการ
ปฏิบัติงานตามโครงการ  เพื่อเน้นให้เกิดประโยชน์สูงสุดและต่อเนื่อง  ตลอดจนการจัดทำ
แผนงานตามโครงการให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้

1.3  การจัดเตรียมผู้เข้าร่วมโครงการ และความพร้อมในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวกับการอบรมให้กับ
ผู้เข้ารับการอบรมและวิทยากร รวมทั้งให้มีการจัดตั้ง “ศูนย์ควบคุมและประสานงานโครงการ
ยุทธศาสตร์เพื่อ.. ร้อยใจเป็นหนึ่ง"  เพื่อเป็นสถานที่ทำงานและเป็นศูนย์กลางในการติดต่อ
ประสานงานโครงการ อย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง

2. ขั้นปฏิบัติ  แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 4 ห้วงระยะเวลา ดังนี้

2.1  การเสริมสร้างและพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างพรรคเพื่อ...กับผู้นำ/ผู้ให้การสนับสนุนและ
ประชาชนในพื้นที่ โดยการจัดการฝึกอบรมในแต่ละพื้นที่ตามที่กำหนดไว้

2.2  การจัดตั้งเครือข่าย และการเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์นโยบายของพรรคเพื่อ... รวมทั้งผล
งานในอดีตของพรรคทอรอทอ และ พอปอชอ

2.3  การจัดกิจกรรม เพื่อเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ ปลูกจิตสำนึก สร้างค่านิยม ปรับทัศนคติที่
ถูกต้อง และการปลูกฝังอุดมการณ์รักชาติ ความจงรักภักดีให้แก่ประชาชนในทุกภาค ทุกพื้น
ที่ของประเทศ

2.4  การติดตาม / การประเมินผล / แก้ไข / เพิ่มเติม

2.4.1  ประเมินผลการดำเนินงานตามโครงการ พิจารณาปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมข้อดี - ข้อเสีย
เพื่อส่งมอบความรับผิดชอบให้แก่ ศศ ของพรรคเพื่อ... และสมาชิกของพรรคในแต่ละพื้นที่
ดำเนินกิจกรรมต่อไป

2.4.2  ให้ศูนย์ควบคุมและประสานงานโครงการยุทธศาสตร์  “เพื่อ...ร้อยใจเป็นหนึ่ง"  ดำรง
ความต่อเนื่องในการ ติดตามการดำเนินงานของโครงการ เพื่อช่วยเหลือ แนะนำ แก้ไขและ
เพิ่มเติมให้ผู้เข้าร่วมโครงการฯ  เป็นไปตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง และมี
ประสิทธิภาพสูงสุดต่อไป

2.4.3  จัดชุดประเมินผลตาม  2.4.2  เพื่อลงพื้นที่ตรวจสอบและให้คำแนะนำแก่ผู้รับผิดชอบ
อย่างใกล้ชิดและต่อ เนื่องภายหลังจากส่งมอบพื้นที่แล้ว

การสนับสนุนงบประมาณ  (ประเด็นนี้ไม่มีรายละเอียดประกอบ)

เป้าหมาย/ผลที่คาดว่าจะได้รับ

1.  ประชาชน ผู้นำการเมือง ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำศาสนา ผู้ให้การสนับบสนุนพรรคในแต่ละภาค
แต่ละพื้นที่ของประเทศ มีความภักดีต่อพรรคเพื่อ.... และเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างแท้จริง

2.  ค้นหาและพัฒนาคุณลักษณะผู้นำของพรรคเพื่อ... ทุกระดับให้มีศักยภาพ  เพื่อเป็นแกน
นำรับผิดชอบการดำเนินการงานด้านการเมืองในแต่ละพื้นที่ อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล
ในอนาคตต่อไป

3.  ผู้บริหาร ผู้นำพรรค และ ศศ ของพรรคมีโอกาสได้พบปะประชาชนและผู้ให้การสนับสนุน
เพื่อสร้างความคุ้นเคยใกล้ชิดและแสดงวิสัยทัศน์ นำเสนอนโยบายที่สำคัญ ๆ ของพรรคต่อ
ประชาชนตลอดจนสรุปชี้แจงประเด็นปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในทางการเมืองได้โดยตรง

4.  ศศ พรรคได้มีโอกาสที่จะพัฒนาตนเองในเรื่องการพูดในที่ชุมชน และการพบปะประชาชน
เพื่อเป็นที่ประทับใจและเชื่อมั่นในตัวผู้แทนของตนเอง

5.  พรรคเพื่อ... จะต้องเป็นสถาบันทางการเมืองที่มีความเข้มแข็งและมั่นคง ได้รับความนิยม
ศรัทธาจากประชาชน ทุกหมู่เหล่ามากที่สุดพรรคหนึ่ง ทั้งในปัจจุบันและอนาคตอย่างยั่งยืน
ถาวรตลอดไป

ข้างต้น เป็นข้อมูลที่ พตท สมชาย แห่งนครราชสีมา นำมาเปิดเผยต่อสื่อมวงชน เพื่อปฏิเสธ
ความเกี่ยวข้องระหว่างพรรค และ แผนตากแดด ของเรดคัลเลอร์ ซึ่งความเกี่ยวข้องและความ
เหมือนที่แตกต่างกัน อีกทั้งเมื่อเปรียบเทียบกับสถานการณ์ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลา
ที่ผ่านมานับตั้งแต่ เมษา ๕๒ ถึง พฤษา ๕๓ นั้น จะมีความเหมือนและเชื่อมโยงกันประการใด
คงมิอาจโน้มแน้วให้ทุกท่านเห็นคล้อยตามได้ คงละไว้ตามดุลยพินิจของทุกท่าน

Offline lampang282

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 1,245
  • ประเทศจะสงบสุขได้อย่างไรถ้าคนไทยไม่รักสามัคคีกัน
  • Respect: +112
ตัดวงจรอุบาทว์นี้ได้อย่างไร thailand-sm :Iloveyou:
"สมฺมา วายเมเถว ปุริโส" แปลว่า "เป็นคนพึงทำดีร่ำไป"


 

หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งที่ Moderator ประจำบอร์ด
เสรีไทยเว็บบอร์ด ขอสงวนสิทธิ์ในการเก็บข้อมูลเทคนิคทาง สารสนเทศ เช่น I.P. Address ,Cookies, Picture และ แหล่งที่มา จะถูกเก็บบันทึกเป็นหลักฐาน มอบให้แก่เจ้าหน้าที่ทางกฎหมาย เพื่อปฏิบัติตาม พระราชบัญญัติ คอมพิวเตอร์และกฎหมายการสื่อสาร ในปัจจุบัน


Powered by EzPortal