เสรีไทยเว็บบอร์ด : ขอสงวนสิทธิ์ ห้ามจัดกิจกรรม เรี่ยไรเงิน-เปิดรับบริจาค โฆษณาชวนเชื่อ ชักชวนกลุ่มฝูงชนเพื่อผลประโยชน์แก่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ภายในพื้นที่ serithai.org การแจ้งข่าวสาร ข้อมูลต่างๆ กรุณากำกับ แหล่งที่มาฯ ของ URL หากเป็นข่าวสารของท่านเอง ผู้ดูแลจะพิจารณาอนุญาตเป็นกรณี ตาม พรบ. คอมพิวเตอร์และกฎหมายการสื่อสาร

Author Topic: พระมหากษัตริย์ไทยกับการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา  (Read 2022 times)

Offline wincha

  • Full Member
  • ***
  • Posts: 181


[วัดพระศรีรัตนศาสดาราม บริเวณปราสาทพระเทพบิดร พระมณฑปซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระไตรปิฎก
และพระศรีรัตนเจดีย์ ซึ่งบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พ.ศ.๒๔๒๓ : ภาพถ่ายสมัยรัชกาลที่ ๕]


อันเนื่องในวันจักรี :
พระมหากษัตริย์ไทยกับการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรานั้น ทรงเป็นพุทธมามะกะที่ล้ำเลิศ
เวลาพระสงฆ์เอ่ยถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านจะเรียกว่า

“สมเด็จพระบรมบพิตรราชสมภารผู้ทรงพระคุณอันประเสิรฐ”

ที่เป็นเช่นนั้นเพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงพระคุณอันประเสริฐจริงๆ

ในทางพระพุทธศาสนา
ทรงทำทุกอย่างที่พุทธมามะกะที่ดีพึงจะกระทำ
เวลาเราพูดถึงพระพุทธศาสนา
เรามักจะบอกว่าประกอบด้วยองค์ ๔
ได้แก่ ศาสนวัตถุ ศาสนบุคคล ศาสนพิธี ศาสนธรรม

ใครจะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา
ต้องทำทั้ง ๔ อย่าง จึงจะบริสุทธิ์ บริบูรณ์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันได้ทรงกระทำ ค้ำจุน อุดหนุน
ทั้งศาสนวัตถุ ศาสนพิธี ศาสนบุคคล และศาสนธรรม โดยบริสุทธิ์บริบูรณ์
เหมือนกับที่พระมหากษัตริย์ไทยในอดีตเคยกระทำ
บางอย่างยิ่งไปกว่าเสียอีก เพราะรัชกาลนี้มีระยะเวลายืนยาวนาน
จึงมีเวลาที่จะทรงบำเพ็ญอะไรหลายอย่างได้มาก



[พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
องค์ปฐมบรมราชจักรีวงศ์]


ในด้านศาสนวัตถุ

ในรัชกาลนี้เราไม่เห็นการสร้างวัดเหมือนสมัยก่อน เพราะว่ามีมากแล้ว
สมัยก่อนวัดยังไม่ค่อยมี พระเจ้าแผ่นดินก็ต้องสร้างรัชกาลหลังๆ
ก็ทำนุบำรุงอย่าให้ทรุดโทรมไปกว่านั้น

รัชกาลที่ ๑ สร้างวัดพระแก้ว วัดโพธิ์ วัดสุทัศน์ วัดสระเกศ
พอถึงรัชกาลที่ ๒ ก็บูรณะวัดอรุณ
พอรัชกาลที่ ๓ นับไม่ถ้วน จนกล่าวว่า ใครสร้างวัดก็โปรด

รัชกาลที่ ๑ ใครรบเก่งก็โปรด
รัชกาลที่ ๒ ใครแต่งกลอนเก่งก็โปรด
รัชกาลที่ ๓ ใครสร้างวัดก็โปรด

เพราะฉะนั้น รัชกาลที่ ๓ วัดเกิดขึ้นมากมาย
วัดยานนาวาก็เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๓ และยังมีวัดอื่นๆ อีก
เช่น วัดเฉลิมพระเกียรติ วัดราชโอรส วัดราชนัดดา วัดเทพธิดาราม
นับไม่ถ้วนจริงๆ เพราะเป็นพระเจ้าแผ่นดิน
ที่ทรงมีพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนา

รัชกาลที่ ๓ ทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่มีบุญคุณอันมหาศาลต่อประเทศ

คนอาจจะนึกถึงบุญคุณของท่านน้อยกว่าที่ควร



[พระมหากษัตริย์แห่งบรมราชจักรีวงศ์]


ตอนที่ทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่
เป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์
ทรงเป็นอะไรหลายอย่างในเวลาเดียวกัน

เวลาผมไปอธิบายให้คนรุ่นหลังฟังต้องอุปมาว่า

กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ท่านปลูกวังอยู่ตรงข้ามวัดพระแก้ว
ที่ทุกวันนี้เรียกว่า “วังท่าพระ” เป็นมหาวิทยาลัยศิลปากร
ท่านเป็นเหมือนกับว่าผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
บวกกับประธานศาลฎีกา บวกกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
บวกกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในคนๆเดียว
เพราะทรงเป็นผู้บัญชาการตำรวจหลวง
ซึ่งสมัยนั้นกรมพระตำรวจหลวงมีหน้าที่ตัดสินคดีความฎีกาด้วย

ทรงแต่งสำเภาสินค้าไปขายต่างประเทศจึงเป็นเหมือนรัฐมนตรีพณิชย์
ทรงบัญชาการกรมท่า ซึ่งดูแลชาวต่างประเทศที่เข้ามาในเมืองไทย
จึงเป็นเหมือนรัฐมนตรีการต่างประเทศ

ด้วยเหตุนี้ เมื่อรัชกาลที่ ๒ สวรรรคต
ขุนนางและพระบรมวงศานุวงศ์จึงอัญเชิญขึ้นครองราชย์
เป็นพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล่าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓

จุดอ่อนคือทรงไม่ได้เป็นเจ้าฟ้า พระราชชนนีไม่ได้เป็นเจ้า
และน้องท่านเป็นเจ้าฟ้าคนละแม่ก็มีอยู่ตั้งหลายองค์
ความจริงเมื่อทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินแล้วก็ตัดปัญหาหมด
ฉะนั้นจะมีเจ้าจอม หม่อมห้าม เหสีเทวี ยกใครสักคนขึ้นเป้นเจ้าฟ้า
สถาปนาเป็นพระราชินี พระราชโอรสก็จะเป็นเจ้าฟ้า

แต่ไม่ทรงสถาปนาคนใดขึ้นเป็นสมเด็จพระนางเจ้าเลย
รัชกาลนี้จึงไม่มีพระโอรสเป็นเจ้าฟ้า

ทรงปฏิบัติดังนี้ก็เป็นผลดี
ทำให้การสืบราชสมบัตติของพระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฏ
ที่ทรงลาสิกขามาเป็นรัชกาลที่ ๔ ในเวลาต่อมาไม่เป็นปัญหา
นับว่าน้ำพระทัยประเสริฐยิ่งนัก

รัชกาลที่ ๕ ทรงเป็นพระราชโอรสในรัชกาลที่ ๔
ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ในอีกหลายปีต่อมาว่า

วันที่รัชกาลที่ ๒ สวรรคตนั้น
ขุนนางอัญเชิญรัชกาลที่ ๓ ขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน
ไม่แน่ว่า รัชกาลที่ ๒ ยังสั่งเสียได้
จะมอบราชสมบัติให้แก่รัชกาลที่ ๓ หรือ รัชกาลที่ ๔

เพราะความยิ่งใหญ่และพระเกียรติคุณ
ของกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์นั้นมากนัก
ทรงแต่สำเภาไปค้าขายต่างประเทศได้เงินได้ทอง
เอามาจับจ่ายใช้สอยในพระนคร

เหลือบางส่วนทรงเก็บใส่ถุงสีแดงไว้ที่เรียกว่า “เงินถุงแดง”
เป็นทองเป็นเงินไม่รู้เก็บที่ไหนเอาไว้ทับมุ้งไม้ให้มุ้งเปิด
รับสั่งว่าเก็บเอาไว้เวลาเสียบ้านเสียเมือง
จะได้เอาไว้ใช้ไถ่พระนคร

อย่าให้ผู้ใดเอาไปใช้
ถ้าจำเป็นก็ให้ไปบำรุงรักษาพระอารามเสียบ้างบางส่วน



[พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓]


รัชกาลที่ ๔ ขึ้นครองราชย์ไม่ได้ใช้

ถึงรัชกาลที่ ๕ วันหนึ่งเกิดเหตุฝรั่งเศสยกเรือรบมาปิดปากอ่าวไทยสู้กับเรา
เรายิงเรือรบฝรั่งเศสล่มลง ฝรั่งเศสเรียกค่าเสียหาย
เงินทองในท้องพระคลังไม่มี
ก็ได้เงินถุงแดงทับมุ้งของรัชกาลที่ ๓ นี่เองไปไถ่พระนครมา


Offline wincha

  • Full Member
  • ***
  • Posts: 181


[วัดเทพธิดาราม : พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้สร้างขึ้น เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระราชทานแก่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองศ์เจ้าวิลาส
พระราชธิดาพระองค์ใหญ่ที่ทรงโปรดปรานเป็นพิเศษ]


รัชกาลที่ ๓ ทรงเป็นองค์พุทธศาสนูปัมภกทิ่ยิ่งใหญ่จริงๆ
ใครไปพูดอะไรกระทบถึงพระเณรเจ้าไม่ได้
ขนาดพระเณรเตะตะกร้ออยู่หน้าวังมีคนมาฟ้องว่า

เป็นพระเณรประพฤติตัวไม่เรียบร้อย
รับสั่งว่าไม่เป็นไร ท่านจะสนุกของท่านบ้างก็ปล่อยไปเถอะ

สมัยรัชกาลที่ ๔ ก็ทรงสร้างวัดหลายวัด
วัดโสมนัสวิหาร วัดมกุฏกษัตริยาราม วัดราชาธิวาส
วัดบรมนิวาส วัดราชประดิษฐ์

รัชกาลที่ ๕ สร้าง วัดเทพศิริทราวาส วัดราชบพิธ วัดเบญจมบพิตร

ถึงรัชกาลที่ ๖ เลิกธรรมเนียมสร้างวัด
เพราะวัดมากแล้ว เปลี่ยนมาสร้างโรงเรียนแทน

ในรัชกาลปัจจุบัน

ในส่วนศาสนวัตุถุ

ก็ทรงทำนุบำรุงวัดที่มีมาแต่เดิม
จำเป็นต้องสร้างก็ไปสร้างวัดตามชานเมืองหัวเมือง
วัดที่ยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นในรัชกาลนี้ คือ วัดญาณสังวราราม อยุ่ที่ชลบุรี



[วัดญาณสังวราราม จ.ชลบุรี]


ในส่วนของศาสนพิธี

ก็ทรงประกอบพระราชกรณียกิจบริสุทธิ์บริบูรณ์ไม่คลาดเคลื่อน
สมัยก่อนจะเสด็จฯเวียนเทียนทักษิณาวรรต
วันวิสาขบูชา มาฆบูชา เข้าพรรษา เสด็จฯ ด้วยพระองค์เองทุกครั้ง

ในส่วนศาสนบุคคล

ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ทรงอุปสมบทพระราชทานนาคหลวงทุกปี
พระองค์เองก็มีพระราชศรัทธา

ในปี ๒๔๙๙ เสด็จออกทรงผนวช
นับเป็นพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ที่ ๒ ในราชวงศ์จักรี
ที่เป็นพระมหากษัตริย์และออกผนวชในราชสมบัติ
พระองค์แรกคือรัชกาลที่ ๕



[พระบรมสาทิสลักษณ์สีน้ำมันพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน เมื่อทรงผนวช
ทรงฉายกับสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ฝีมือระเด่น บูซากิ]


ที่นับว่าสำคัญที่สุดในรัชกาลที่ ๙ คือ ศาสนธรรม
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติธรรมและทรงสอนธรรม
อย่างหาผู้ใดเสมอเหมือนได้ยาก อยู่ที่เรารู้หรือไม่รู้เท่านั้น

ใครไปอ่านพระราชดำรัส
พระบรมราโชวาทจากงานพระราชทานปริญญา หรืออะไรก็ตามที
จะรู้สึกได้ บางพระราชดำรัสก็จะทรงอ่านจากที่เตรียมไว้
บางพระราชดำรัสก็มีพระราชดำรัสสดๆ
และมีผู้อัดเทป อัดเทปพิมพ์เป็นเล่ม

ที่น่าอ่านคือส่วนที่เขาอัดเทป เพราะว่ารับสั่งสดๆ
ซึ่งจะหมายเหตุไว้เลยว่า ถอดจากเทปพระสุรเสียงที่บันทึกไว้

เราจะเห็นว่าที่รับสั่งทั้งหมด คือหลักธรรมทั้งนั้น
บางทีก็เข้าหลัก สังคหวัตถุ บางทีก็เข้าหลัก ทศพิธราชธรรม
บางทีก็ จักรวรรดิวัตร บางทีก็เป็น ศีล บางทีก็เป็น ธรรม
บางทีก็มาจาก นวโกวาท คือจะมีหลักธรรมอยู่เสมอ

แต่ว่าจะไม่ทรงอ้างว่ามาจากไหน จะไม่มีภาษาบาลีอยู่ด้วย

เมื่อเป็นเช่นนี้ชาวพุทธก็ฟังได้
ชาวคริสต์ก็ฟังได้ ชาวมุสลิมก็ฟังได้ ฮินดูก็ฟังได้
กลายเป็นธรรมะสากล
บางครั้งจำเป็นจริงๆ ก็รับสั่งโดยทรงใช้คำในศาสนา



[พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน
ทรงบาตรสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์]


มีอยู่ปีหนึ่งรับสั่งอยู่ที่ศาลาดุสิดาลัย ในวันที่ ๕ ธันวาคม
รับสั่งถึงเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์

ว่าเรื่องเขื่อนนี้ได้พยายามมาหลายรัฐบาลแล้ว
ก็ยังลังเลกันว่า สร้างแล้วจะแก้ไขปัญหาประชาชนได้อย่างไร
แก้ปัญหาความยากจนได้อย่างไร
ป้องกันน้ำท่วมได้อย่างไร

รับสั่งว่าได้เริ่มจากที่ทรงใช้หลักปริยัติ
ในที่สุดต้องไปทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ซึ่งได้ชื่อว่าปฏิบัติ
วันนี้เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์สร้างเสร็จแล้ว ดีใจมาก
ได้ดูมาเมื่อไม่กี่วันนี้ เรียกว่าได้ไปปฏิเวธ

คนที่รู้เรื่องก็ฟังไม่รู้เรื่อง ต้องมาถามคนอื่นว่าคืออะไร

ได้คำตอบว่านี่แหละคือหัวใจพระพุทธศาสนา
ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ๓ ป

บางคนบอกว่า อ๋อ ป.ป.ป. ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน
ขอเรียนว่าคนละ ป.ป.ป.

มีเรื่องที่อยากจะเรียนอีกอย่าง

คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นทรงรอบรู้ทั้งภาษาบาลี
สันสกฤต และอักษรเทวนาครี เป็นอักษรโบราณของอินเดีย
จนกระทั่งทรงใช้คอมพิวเตอร์พิมพ์เป็นอักษรสันสกฤตบาลี และเทวนาครีได้

หากไปดูหนังสือพระมหาชนกจะเห็นภาษาแปลกๆ ในนั้น
นั่นคือ อักษรเทวนาครี อันเป็นอักษรโบราณ

นอกจากนั้น เป็นที่ทราบกันทั่วไปด้วยว่า

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรานั้น
ทรงเป็นเหมือน “พระ” เพราะทรงศีล ทรงธรรม
ทรงเจริญวิปัสสนาสมาธิเป็นนิจ

ลองดูเวลาประกอบพระราชกรณียกิจต่างๆ สิครับ
ไม่ว่าเวลาจะประทับนั่ง ประทับยืน
หรือประทับพับเพียบรับสั่งกับชาวบ้าน
หรือทรงสนทนาธรรมกับพระเถระ
ล้วนแต่สง่างาม ใช้เวลาทีละนานๆ

เป็นเราบิดไปบิดมาทนไม่ได้แน่ๆ
คนจะทำได้อย่างนี้ต้องมีสมาธิเป็นยอด

ผมมีความเชื่อว่า เทพมีจริง ก็น่าจะทรงเป็นเทพ
ในทางพระพุทธศาสนาก็มีเทพได้
แต่ที่แน่คือทรงเป็นยิ่งกว่า
“รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร”
เพราะทรงเป็นธรรมราชมหาราชของไทย


[พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จไปถวายน้ำพระมหาสังข์ทักษิณาวัตร
ในวันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช]


Offline wincha

  • Full Member
  • ***
  • Posts: 181




[พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน กับ
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ สุวฑฺฒโน)]



(คัดลอกบางตอนมาจาก “พระมหากษัตริย์ไทยกับพระพุทธศาสนา” ใน
สคล.สาร สำนักเลขาคณะรัฐมนตรี ฉบับพิเศษ กรกฎาคม ๒๕๔๕, หน้า ๒๗-๓๐)
 http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=15483


Offline tarato13

  • Member
  • *
  • Posts: 22
พระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ทรงให้ความสำคัญกับพุทธศาสนา จึงทำให้ไทยดำรงคงความเป็นไทยมาจนทุกวันนี้


Offline kaka198653

  • Member
  • *
  • Posts: 15
พระองค์ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ศาสนาพุทธ ทรงให้ความสำคัญพิธีทางศาสนาและสนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ ทางศาสนา และทรงใช้หลักธรรมในการปกครองแผ่นดิน


 

หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งที่ Moderator ประจำบอร์ด
เสรีไทยเว็บบอร์ด ขอสงวนสิทธิ์ในการเก็บข้อมูลเทคนิคทาง สารสนเทศ เช่น I.P. Address ,Cookies, Picture และ แหล่งที่มา จะถูกเก็บบันทึกเป็นหลักฐาน มอบให้แก่เจ้าหน้าที่ทางกฎหมาย เพื่อปฏิบัติตาม พระราชบัญญัติ คอมพิวเตอร์และกฎหมายการสื่อสาร ในปัจจุบัน


Powered by EzPortal