collapse

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550
รัฐธรรมนูญ มีความหมายตามพจนานุกรมแห่งราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ว่า "เป็นกฎหมายสูงสุดที่ใช้จัดระเบียบการปกครองประเทศ กำหนดรูปแบบของรัฐว่าเป็นรัฐเดี่ยว หรือรัฐรวม ระบอบการปกครองของรัฐ รวมทั้งสถาบันและองค์กรที่ใช้อำนาจในการปกครองรัฐ"

ความเป็นมาและความสำคัญ
ประเทศเกือบทั้งหมดในโลกย่อมต้องมีรัฐธรรมนูญ เพื่อใช้เป็นเครื่องกำหนดรูปแบบในการปกครองประเทศ ไม่ว่าประเทศที่มีการปกครองแบบประชาธิปไตย สังคมนิยม หรือแบบคอมมิวนิสต์ ต่างมีรัฐธรรมนูญตามแบบฉบับของประเทศตนเองทั้งสิ้น สำหรับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเป็นรัฐธรรมนูญแบบลายลักษณ์อักษร ประเทศไทยเคยมีทั้งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่จัดทำขึ้นในขณะที่บ้าน เมืองอยู่ในภาวะไม่สงบ หรือหลังจากมีการปฏิบัติรัฐประหารและรัฐธรรมนูญฉบับถาวร โดยรวมทั้งสองประเภทแล้ว ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมาแล้วทั้งสิ้น 18 ฉบับ ฉบับปัจจุบัน คือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพ.ศ. 2550 ซึ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2550

จุดกำเนิดรัฐธรรมนูญของไทย เกิดขึ้นจากบุคคลกลุ่มหนึ่งประกอบด้วยฝ่ายทหารและพลเรือนที่เรียกว่า "คณะราษฎร" ได้ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศ จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์หรือราชาธิปไตย ซึ่งอำนาจสูงสุดในการปกครองอยู่ที่พระมหากษัตริย์ มาเป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หมายความว่า อำนาจสูงสุดเป็นของปวงชนชาวไทย และพระมหากษัตริย์ทรงมีฐานะเป็นประมุขของรัฐ

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ซึ่งได้พระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวให้แก่ปวงชนชาวไทย เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เรียกว่า "พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475" และต่อมา พระองค์ได้พระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 เป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวรให้แก่ปวงชนชาวไทย เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 ภายหลังทางราชการได้กำหนดให้วันที่ 10 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันรัฐธรรมนูญ เพื่อเป็นการรำลึกถึงการพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับถาวรของไทยฉบับแรก

ความสำคัญของรัฐธรรมนูญ เราสามารถจำแนกได้ดังต่อไปนี้
     1. รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดที่ใช้ปกครองประเทศ กล่าวคือ รัฐธรรมนูญเป็นแม่บทของกฏหมายทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ พระราชกำหนด กฎกระทรวง ประกาศกระทรวง ประมวลกฏหมายต่าง ๆ รวมทั้งกฎหมายในส่วนท้องถิ่น เช่น เทศบัญญัติ ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เป็นต้น ซึ่งหากกฎหมายใดก็ตามที่ได้ออกมาบังคับใช้ก่อนหรือหลังประกาศรัฐธรรมนูญ หากมีข้อความขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ กฏหมายเหล่านั้นย่อมไม่มีผลบังคับใช้
     2. รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่บัญญัติถึงโครงสร้างการปกครองประเทศ ได้แก่ การวางโครงสร้างรูปแบบการปกครองประเทศ การใช้อำนาจรัฐ ที่มาของอำนาจอธิปไตยซึ่งเป็นอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ การแบ่งแยก และการถ่วงดุลอำนาจระหว่างกันของอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ
     3. รัฐธรรมนูญวางหลักประกันเพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ และกำหนดหน้าที่ของพลเมืองของรัฐที่ต้องปฏิบัติในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของรัฐ
     4. รัฐธรรมนูญช่วยทำให้เกิดการปฏิรูปทางการเมืองและการบริหารราชการแผ่นดิน โดยกำหนดให้มีกฏหมายประกอบรัฐธรรมนูญและกฏหมายอื่น ๆซึ่งตราออกมาบังคับใช้โดยฝ่ายนิติบัญญัติและนำไปบังคับใช้กับประชาชนโดยฝ่ายบริหาร โดยมีฝ่ายตุลาการเป็นผู้ตัดสินคดีต่าง ๆที่เกิดขึ้นจากการบังคับใช้กฎหมายเหล่านั้นอย่างเป็นระบบระเบียบ อีกทั้งยังมีหน่วยงานอิสระทำหน้าที่ตรวจสอบหรือดำเนินการควบคุมให้การดำเนิน การต่าง ๆเป็นไปตามที่กฏหมายกำหนด เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้งที่ รัฐธรรมนูญจัดให้ดูแลควบคุมการเลือกตั้งให้เป็นไปอย่างยุติธรรม


หลักการและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
     1. รัฐธรรมนูญมุ่งให้ประชาชนเคารพสิทธิของกันและกัน การใช้สิทธิของตนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดจะต้องไม่กระทบสิทธิเสรีภาพของผู้ อื่น เช่น รัฐธรรมนูญให้สิทธิประชาชนที่จะชุมนุมเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมหรือเจรจา ต่อรองใด ๆได้โดยสงบ และปราศจากอาวุธแต่ต้องไม่ก่อความเดือดร้อนต่อบุคคลอื่น เช่น กีดขวางการจราจร ปิดการจราจร หรือทำลายสิ่งของบุคคลอื่นหรือทรัพย์สินของทางราชการ เป็นต้น
     2. รู้จักใช้สิทธิของตนเองและแนะนำให้ผู้อื่นรู้จักใช้และรักษาสิทธิของตนเอง เช่น การไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
     3. รณรงค์เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับหลักสิทธิมนุษยชนและปลูกฝังแนวความคิดเรื่อง สิทธิมนุษยชนแก่ชุมชนหรือสังคม ตามสถานภาพและบทบาทที่ตนพึงกระทำ
     4. ร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
     5. ปฏิบัติตนตามหน้าที่ของชาวไทยที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เช่น การเคารพต่อกฎหมาย การเสียภาษีอากร การเข้ารับราชการทหาร การออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เป็นต้น
     6. ส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ


โครงสร้างของรัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณษจักรไทย พ.ศ. 2550 วางโครงสร้างการปกครองประเทศไทยไว้ดังนี้
1) รูปแบบของรัฐและระบอบการปกครอง
รัฐ หมายถึง ชุมชนทางการเมืองที่ประกอบด้วย ประชากร ซึ่งอาศัยอยู่ในดินแดนอันมีอาณาเขตที่แน่นอนและอยู่ภายใต้รัฐเดียวกัน มีอำนาจอธิปไตยเหนือประชากรของรัฐนั้น ทั้งนี้ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับจนถึงปัจจุบัน บัญญัติไว้ว่า "ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวกัน จะแบ่งแยกมิได้" หมายความว่า ประเทศไทยจะแบ่งแยกออกเป็นรัฐหลายรัฐหรือเป็นไทยตอนเหนือตอนใต้ไม่ได้

ประเทศไทยมีการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีอำนาจอธิปไตยอันเป็นอำนาจสูงสุดที่มาจากปวงชนชาวไทยโดยมีพระมหากษัตริย์ ทางเป็นประมุข พระองค์จะทรงใช้อำนาจอธิปไตยผ่านทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ซึ่งอำนาจอธิปไตยแบ่งออกเป็น 3 อำนาจดังนี้
 

2) สิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่
สิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่ของปวงชนชาวไทยตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ เช่น สิทธิในการเลือกนับถือศาสนา สิทธิในชีวิตร่างกาย และทรัพย์สิน สิทธิส่วนบุคคลในครอบครัว เป็นต้น เสรีภาพและหน้าที่ในการดำเนินกิจกรรมใด ๆอันไม่ขัดต่อกฎหมาย เช่น การจัดตั้งพรรคการเมือง เสียภาษีอากร และการใช้สิทธิเลือกตั้ง เป็นต้น

3) แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ
แนวนฌยบายพื้นฐานของรัฐ เช่น รัฐจะต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช และบูรณภาพแห่งราชอาณาจักร รัฐต้องจักให้มีกองกำลังทหารไว้เพื่อพิทักษ์รักษาระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

4) รัฐสภา
รัฐสภา ประกอบด้วย สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีจำนวน 48 คน ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง 2 แบบคือ การเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจำนวน 400 คน และการเลือกตั้งแบบสัดส่วน จำนวน 80 คน ส่วนสมาชิกวุฒิสภามีจำนวน 150 คน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งในแต่ละจังหวัด จังหวัดละ 1 คน รวม 76 คน และมาจากการสรรหาจำนวน 74 คน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ไม่ว่าจะได้มาในลักษณะใดก็มีศักดิ์และสิทธิแห่งการเป็นสมาชิกรัฐสภาประเภท นั้น ๆโดยเสมอกันและเท่าเทียมกันทุกประการ

5) พระมหากษัตริย์
หลักการสำคัญของคณะราษฏรที่ได้เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 มิได้มีจุดมุ่งหมายที่จะโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ เพียงแต่ต้องการให้พระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่ยังอยู่ในฐานะที่ปวงชนชาวไทยให้การเคารพสักการะเทอดไว้เหนือสิ่งอื่นใด ด้วยเหตุนี้รัฐธรรมนูญของไทยทุกฉบับจนถึงปัจจุบันจึงมีบทบัญญัติเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ตลอดมา ดังนี้
     1. พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิใด ผู้ใดจะฟ้องร้องหรือกล่าวหาพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้
     2. พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ และทรงเป็นอัครศาสนูปถมภก คือพระองค์ทรงนับถือพระพุทธศาสนา และทรงอุปภัมภ์ทุกศาสนาที่ชาวไทยนับถือ โดยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2511 มาตรา 9 ระบุว่า เมื่อพระมหากษัตริย์ทรงครองราชย์แล้ว จะทรงเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่นมิได้
     3. พระมหากษํตริย์ทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย
     4. พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจที่จะสถาปนาฐานันดรศักดิ์และพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์
     5. พระมหากษัตริย์ทรงสามารถมีพระราชวินิจฉัยแต่งตั้งคณะองคมนตรี เพื่อเป็นที่ปรึกษาพระราชกรณียกิจและหน้าที่อื่น ๆตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด


สาระสำคัญของรัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 เกิดขึ้นบนสถานการณ์ที่จะต้องนำพาประเทศไปสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยที่ สมบูรณ์ โดยมุ่งที่จะขยายสิทธิ เสรีภาพของประชาชน ลดการผูกขาดอำนาจรัฐ ทำให้การเมืองมีความโปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ สาระสำคัญของรัฐธรรมนูญได้มีการกำหนดบทบาทหน้าที่ของแต่ละภาคส่วนที่มีส่วน ร่วมทางการเมืองไว้ ดังนี้

1) ศาล ศาลเป็นองค์กรของผู้ใช้อำนาจตุลาการ ภายใต้พระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์ รัฐธรรมนุญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 กำหนดให้มีศาล 4 ประเภท คือ
     1. ศาลรัฐธรรมนูญ มีอำนาจพิจารณา วินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ กฎหมายใดหรือการกระทำใด ๆจะขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญไม่ได้
     2. ศาลยุติธรรม มีอำนาจพิพากษาคดีทั่วไปที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลอื่น ศาลยุติธรรมเป็นที่พึ่งของประชาชนในกรณีที่เกิดข้อพิพาทกันไม่ว่าจะเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญา เพราะเมื่อเกิดข้อขัดแย้งกันขึ้น คู่พิพาทจะต้องให้ผู้เป็นกลางเป็นคนตัดสินให้ความยุติธรรมทั้งสองฝ่าย ผู้พิพากษาเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งความยุติธรรมและจะเป็นผู้ตัดสินตามตัวบทกฎหมาย
     3. ศาลปกครอง มีำอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เป็นข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับประชาชน หรือระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกัน ที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำในทางปกครอง
     4. ศาลทหาร มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาทหารและคดีอื่น ๆให้เป็นไปตามที่กฏหมายบัญญัติไว้ ซึ่งคดีอาญาทหาร หมายถึง คดีอาญาที่ผู้กระทำความผิดเป็นทหาร

2) คณะรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีมีหน้าที่บริหาราชการแผ่นดิน ซึ่งประกอบไปด้วยนายกรัฐมนตรี 1 คนและคณะรัฐมนตรีอีก 35 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง โดยสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
     1. นายกรัฐมนตรี ต้องมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้นำชื่อเพื่อให้พระมหากษัตริย์ทรงมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งและประธานสภาลงนามเป็นผู้สนองพระราชโองการ
     2. รัฐมนตรี คือบุคคลที่นายกรัฐมนตรีพิจารณาเลือกให้เข้ามาทำงานร่วมกัน เรียกว่า คณะรัฐมนตรี ซึ่งจะเป็นบุคคลใดก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขณะนั้น แต่ต้องมีคุณสมบัติตามที่กฎหมดกำหนด เช่น มีสัญญาติไทยโดยกำเนิด สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า ไม่เป็นสมาชิกวุฒิสภา เป็นต้น

3) องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 กำหนดให้มีองค์กรอิสระซึ่งไม่อยู่ในอำนาจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้หลายองค์กร เช่น
     1. คณะกรรมการการเลือกตั้ง จัดตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่ควบคุมและดำเนินการจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น รวมทั้งการออกเสียงประชามติให้เป็นไปอย่างสุจริตและเที่ยงธรรม ประกอบด้วยประธานกรรมการการเลือกตั้ง 1 คน ปละกรรมการอีก 4 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา
     2. คณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มีอำนาจหน้าที่ไต่สวน และสรุปสำนวนข้อเท็จจริง พร้อมทั้งทำความเห็นเกี่ยวกับการถอดถอนข้าราชการระดับสูง หรือนักการเมืองออกจากตำแหน่ง และการดำเนินคดีทางอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองส่งไปยังศาลฎีกาและแผนก คดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวมทั้งไต่สวนวินิจฉัยกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับสูงที่ถูกกล่าวหาว่าร่ำรวย ผิดปกติ เป็นต้น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประกอบด้วยประธาน 1 คนและกรรมการอีก 8 คน โดยพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา
     3. คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน มีอำนาจหน้าที่กำหนดหลักเกณฑ์มาตรฐานเกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดิน ให้คำปรึกษา แนะนำ และเสนอแนะให้เกิดการแก้ไขข้อบกพร่องเกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดิน และมีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการวินัยทางการเงินและการคลังที่เป็นอิสระ ซึ่งประกอบด้วยประธาน 1 คนและกรรมการอีก 6 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทางแต่งตั้งจกผู็มีความชำนาญและประสบการณ์ด้านการตรวจ เงินแผ่นดิน บัญชี ตรวจสอบภายใน การเงิน การคลัง และอื่น ๆที่เกี่ยวข้อง
     4. ผู้ตรวจการแผ่นดิน ทำหน้าที่พิจารณาและสอบสวนหาข้อเท็จจริงกรณีที่ข้าราชการหรือหน่วยงานของรัฐละเลยการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฏหมายจนทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร้องเรียนหรือประชาชน ดำเนินการเกี่ยวกับจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ อีกทั้ง รายงานผลการตรวจสอบและผลการปฏิบัติหน้าที่พร้อมข้อสังเกตต่อคณะรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเป็นประจำทุกปี ผู้ตรวจการแผ่นดินมีจำนวนไม่น้อยกว่า 3 คน โดยพระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภาและจากผู้ซึ่งเป็นที่ยอมรับนับถือของประชาชน
     5. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มีอำนาจหน้าที่ส่งเสริมการเคารพและปฏิบัติตามสิทธิมนุษยชน ตรวจสอบแล้วรายงานการกระทำหรือละเลยการกระทำที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน เสนอมาตรการแก้ไขต่อบุคคลหรือหน่วยงานที่ทำหน้าที่รับผิดชอบดูแลตลอดจนเสนอแนะให้มีการปรับปรุงกฎหมาย กฎ ข้อบังคับต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรี เพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนให้ดีขึ้น

4) ประชาชน ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ได้กำหนดการมีส่วนรวมทางการเมืองของประชาชนไว้หลายอย่าง เพราะถือว่าประชาชนเป็นผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ที่มีสิทธิกำหนดทิศทางการเมืองของประเทศไทย มิใช่เพียงแค่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภาในวันเลือกตั้งเท่านั้น แต่ประชาชนยังมีส่วนร่วมทางการเมือง ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ดังนี้
     1. ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวนไม่น้อยกว่า 10,000 คน มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อประธานรัฐสภา เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่พวกเขาร่วมเสนอเข้ามา ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ
     2. ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวนไม่น้อยกว่า 20,000 คน มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อประธานวุฒิสภา เพื่อให้มีมติถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เช่น นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด อัยการสูงสุด หากมีพฤติกรรมร่ำรวยผิดปกติ หรือส่อไปในทางทุจริต
     3. ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิออกเสียงประชามติ ในกรณีที่มีการให้ออกเสียงประชามติ เพื่อแสดงความเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบต่อปัญหาที่เกิดขึ้น

ที่มาและได้รับอนุญาตจาก :
ไพศาล ภู่ไพบูลย์ อังคณา ตติรัตน์ และปนัดดา มีสมบัติงาม. หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม ม.1. พิมพ์ครั้งที่ 1.  กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน์.

http://www.trueplookpanya.com/true/knowledge_detail.php?mul_content_id=2033

หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งที่ Moderator ประจำบอร์ด
เสรีไทยเว็บบอร์ด ขอสงวนสิทธิ์ในการเก็บข้อมูลเทคนิคทาง สารสนเทศ เช่น I.P. Address ,Cookies, Picture และ แหล่งที่มา จะถูกเก็บบันทึกเป็นหลักฐาน มอบให้แก่เจ้าหน้าที่ทางกฎหมาย เพื่อปฏิบัติตาม พระราชบัญญัติ คอมพิวเตอร์และกฎหมายการสื่อสาร ในปัจจุบัน


เชิญ ตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
ตรวจ เบอร์พรรคการเมือง [ 2554]

  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย .. 2550
  กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุด พุทธศักราช 2550(สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา)

พระราชบัญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550
พระราชบัญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550

[ เลือกตั้ง 3 กรกฎาคม 2554]
 เบอร์พรรคการเมือง [เลือกตั้ง 2554]
เปิดรายชื่อผู้สมัครส.ส.แบบแบ่งเขต เปรียบเทียบ ระหว่าง ป.ช.ป. VS พ.ท.
กรุงเทพมหานคร
ภาคกลาง และ ภาคตะวันออก
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ภาคเหนือ
ภาคใต้




Members Online
588 Guests, 1 User
อารยา
Powered by EzPortal